ท่าทีของนานาประเทศเกี่ยวกับการที่สหรัฐรับรองเมืองเยรูซาเล็มให้เป็นนครหลวงของอิสราเอล

(VOVWORLD) - ต่อการที่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศรับรองเมืองเยรูซาเล็มให้เป็นนครหลวงของอิสราเอล คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ประกาศว่า จะเรียกประชุมฉุกเฉินในวันที่ 8 ธันวาคม

 ในวันเดียวกัน นาย อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติได้เผยว่า มาตรการ 2 รัฐอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือมาตการเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ส่วนปัญหาด้านระเบียบการในการรับรองเมืองเยรูซาเล็มต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำอิสราเอลและปาเลสไตน์กลับมานั่งเจรจากันอีกครั้ง

ในวันเดียวกัน นาย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นาง อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีและนาง เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่างได้ยืนยันไม่สนับสนุนการที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ รับรองเมืองเยรูซาเล็มให้เป็นนครหลวงของอิสราเอล พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆใช้ความอดกลั้น และปัญหาเยรูซาเล็มต้องได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการ 2 รัฐอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ในขณะที่พระสันตะปาปาฟรานซิสได้เผยว่า ต้องให้ความเคารพสถานะและสภาพเดิมของเมืองเยรูซาเล็มส่วนจีนและรัสเซียได้แสดงความวิตกังวลเกี่ยวกับมติดังกล่าวของสหรัฐเพราะอาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางรุนแรงมากขึ้น

ท่าทีของนานาประเทศเกี่ยวกับการที่สหรัฐรับรองเมืองเยรูซาเล็มให้เป็นนครหลวงของอิสราเอล - ảnh 1 นาย อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (Photo: THX) 

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศตุรกีได้ประณามการตัดสินใจดังกล่าวของสหรัฐว่า เป็นปฏิบัติการที่ไร้ความรับผิดชอบและเรียกร้องให้วอชิงตันพิจารณาการตัดสินใจดังกล่าว ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ได้ยืนยันว่า ทางการไคโรปฏิเสธมติดังกล่าวของสหรัฐ

ส่วนนาย Saeb Erekat เลขาธิการองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้เผยว่า มติดังกล่าวของสหรัฐได้ทำลายความหวังของประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการ 2 รัฐอยู่ร่วมกันอย่างสันติเพื่อแก้ไขการปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ส่วนจอร์แดนก็ได้ประณามการตัดสินใจดังกล่าวของวอชิงตันว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสากลและกฎบัตรของสหประชาชาติ

นาย Mohammed bin Abdulrahman al Thani รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ได้เผยว่า การที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจย้ายสถานทูตสหรัฐไปยังเมืองเยรูซาเล็มจะทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคนี้อันตรายมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานได้เผยว่า นี่คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่วนนาย มาห์มุด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ได้เผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวของสหรัฐคือปฏิบัติการที่ไม่สามารถยอมรับได้และทำลายความพยายามนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ยืนยันว่า การกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐเป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติเมืองเยรูซาเล็มคือดินแดนส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากปาเลสไตน์ได้

ส่วนประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและสิงคโปร์ได้ตำหนิการตัดสินใจดังกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐเนื่องจากอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของโลก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศอิสลามคัดค้านมติดังกล่าวของสหรัฐและยืนยันอีกครั้งถึงการสนับสนุนมาตรการ 2 รัฐอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ส่วนญี่ปุ่นและออสเตรเลียได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าวของสหรัฐ พร้อมทั้งเผยว่า ปัญหาดังกล่าวต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาระหว่างฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องตามมติต่างๆของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอาร์เจนตินาและกระทรวงการต่างประเทศชิลีได้แสดงความเสียใจและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวของสหรัฐ พร้อมทั้งแสดงความประสงค์ว่า ฝ่ายต่างๆจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้ความเคารพกันและรับรองเส้นแบ่งพรมแดนเมื่อปี 1967

คาดว่า สันนิบาตอาหรับหรือ AL จะประชุม ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ในวันที่ 9 ธันวาคมในขณะที่องค์การความร่วมมืออิสลาม จะประชุม ณ เมืองอิสตันบูล เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวในวันที่ 13 ธันวาคม.

คำติชม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นในหมวด