เกษตรกรเวียดนามมีรายได้กว่า 1 พันล้านด่งต่อปีจากการปลูกส้มโอเขียวหรือ “เบื๋อยยาแซง”

(VOVWORLD) -ในหลายปีมานี้ ที่ตำบลฟู้หวิง อำเภอเมืองเตินโจว์ จังหวัดอานยางได้มีการส่งเสริมกระบวนการปรับเปลี่ยนการผลิตเกษตรกรตามแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพอย่างเข้มแข็งโดยเปลี่ยนจากการปลูกข้าวที่ขาดประสิทธิภาพไปยังการปลูกผลไม้ โดยเฉพาะส้มโอเขียวหรือ “เบื๋อยยาแซง” ซึ่งทำให้รายได้สูงกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับการปลูกข้าว

 

เกษตรกรเวียดนามมีรายได้กว่า 1 พันล้านด่งต่อปีจากการปลูกส้มโอเขียวหรือ “เบื๋อยยาแซง” - ảnh 1นายตังเติ๊นฮึงกับสวนส้มโอเขียว

ครอบครัวนายตังเติ๊นฮึง ที่ตำบลฟู้หวิง มีที่นาปลูกข้าว 4 เฮกตาร์แต่การปลูกข้าวนั้นทำรายได้ไม่มากนักเพราะต้นทุนสูง กำไรต่ำและราคาขายก็ไร้เสถียรภาพ จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวลำบากมาก ดังนั้นคุณฮึงจึงคิดที่จะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นการปลูกหญ้าเลี้ยงวัว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็ได้พยายามศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในการปลูกผลไม้จากท้องถิ่นต่างๆ แล้วในต้นปี 2013 เขาได้ตัดสินใจลงทุนปลูกปรับที่นา 3 พันตารางเมตรให้เป็นสวนปลูกส้มโอเขียวหรือ”เบื๋อยยาแซง” กว่า 400 ต้น เมื่อเห็นว่า แม้การปลูกส้มโอเขียวนี้ลำบากกว่าปลูกข้าวแต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง เขาจึงขยายพื้นที่การปลูกอีกกว่า 1 เฮกตาร์ รวมทั้งต้นส้มโอ 1,400 ต้น หลังการปลูกมาเป็นเวลา 3 ปี ผลผลิตและคุณภาพของส้มโอเขียวนับวันสูงขึ้น โดยเมื่อปี 2016 สามารถเก็บเกี่ยวส้มโอได้ 25 ตันราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4 หมื่นด่งต่อกิโลกรัม สร้างรายได้กว่า 1 พันล้านด่งให้แก่ครอบครัว นายตังเติ๊นฮึงกล่าวว่า “หลังจากไปเรียนรู้ประสบการณ์จากท้องถิ่นอื่นๆ ผมได้ตัดสินใจปลูกส้มโอ “ยาแซง” แม้การปลูกลำบากกว่าการปลูกข้าวแต่ก็มีรายได้มากกว่า นอกจากนี้ ราคาของส้มโอก็มีเสถียรภาพช่วยให้เรามีเงินมากขึ้นและครอบครัวมีฐานะดีขึ้น”

จากความมุ่งมั่นและความตั้งใจฟันฝ่าอุปสรรค กล้าคิดกล้าทำ คุณตังเติ๊นฮึงได้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาเป็นการปลูกผลไม้ ซึ่งในหลายปีมานี้ ครอบครัวของคุณฮึงได้รับการชื่นชมว่าเป็นครอบครัวเกษตรกรที่ผลิตและประกอบธุรกิจยอดเยี่ยมของจังหวัด โดยเกษตรกรในท้องถิ่นและจากจังหวัดอื่นๆได้มาเรียนรู้ประสบการณ์และปฏิบัติตาม

นายเลแทงตุ่ง รองประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลฟู้หวิงเผยว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกข้าวไปเป็นการปลูกผลไม้ของคุณฮึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิรูปการเกษตรในท้องถิ่น โดยพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดของตำบลมีกว่า 1,300 เฮ็กตาและเกษตรกรได้ทำการปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกผลไม้แล้ว 25 เฮกตาร์และทางคณะกรรมการประชาชนฯกำลังรณรงค์ให้เกษตรกรทำการผลิตตามรูปแบบนี้เพื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนและสร้างรายได้มากขึ้น “ขณะนี้ การปลูกข้าวสร้างรายได้ไม่มากนักและไม่ค่อยมีเสถียรภาพส่วนพื้นที่ปลูกผลไม้ของตำบลยังน้อยมาก ดังนั้นในเวลาข้างหน้า พวกเราจะรณรงค์ให้เกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าวที่ขาดประสิทธิภาพเปลี่ยนไปปลูกผลไม้เพื่อเพิ่มรายได้และปรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น”

ความสำเร็จในการปลูกส้มโอเขียวของครอบครัวนายฮึงได้เปิดแนวทางใหม่ให้แก่การปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวที่ขาดประสิทธิภาพมาปลูกพันธุ์พืชอื่นๆที่มีประสิทธิผลมากกว่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่าการผลิตบนพื้นที่ปลูกและมีส่วนร่วมต่อการปฏิรูปหน่วยงานการเกษตรตามแนวทางยกระดับมูลค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน.

คำติชม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นในหมวด