แสวงหามาตรการแก้ไขปัญหาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

(VOVWORLD) - ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกำลังมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหลังจากที่เปียงยางทำการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งคำถามที่ว่าต้องใช้มาตรการอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันในขณะที่มาตรการควํ่าบาตรมิใช่กลไกที่มีประสิทธิภาพในนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐเพื่อกดดันให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลียุติความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์

แสวงหามาตรการแก้ไขปัญหาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี - ảnh 1ภาพการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีปมินิตแมน 3 (Photo: AP)  

กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 2 สิงหาคม สหรัฐได้ทำการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีปมินิตแมน 3 จากฐานปล่อยจรวดที่อยู่ห่างจากเมือง Lompoc ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเกือบ 20 กิโลเมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความแม่นยำและการเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ด้วยอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ นี่คือการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งที่ 4 ของกองทัพสหรัฐในปีนี้และเป็นการทดสอบครั้งที่ 2ในสัปดาห์นี้หลังจากที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประสบความสำเร็จในการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM Hwasong 14

สหรัฐไม่มีความอดทนอดกลั้นกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอีก

ขีปนาวุธข้ามทวีปมินิตแมน 3  คือหนึ่งในอาวุธป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ 3 อย่างของสหรัฐ รวมถึงจรวด Trident 3 ที่ติดตั้งบนเรือดำน้ำโอไฮโอและอาวุธนิวเคลียร์ที่ติดตั้งบนเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ โดยขีปนาวุธข้ามทวีปมินิตแมน 3 ติดหัวรบนิวเคลียร์ W 87ที่มีพิสัยการยิง 1 หมื่น 3 พันกิโลเมตร มีรัศมีการทำลายล้าง 475 กิโลตัน ซึ่งมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่สหรัฐทิ้งถล่มเมืองฮิโระชิมะของญี่ปุ่นเมื่อปี 1945 ถึง 31 เท่า บรรดานักวิเคราะห์ได้ให้ข้อสังเกตว่า สหรัฐกำลังส่งสัญญาณเตือนต่อปฏิบัติการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีที่ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคไร้เสถียรภาพในขณะที่มาตรการทางการทูตยังไม่เกิดประสิทธิผล

ควบคู่กับการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีป คำประกาศทางสถานีโทรทัศน์ NBCเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาของ นาย Lindsey Graham ส.ส.จากพรรครีพับลิกันก็ยิ่งทำให้บรรยากาศมีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อยืนยัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า การเข้าร่วมยุทธการทางทหารเพื่อต่อต้านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจะดีกว่าการปล่อยให้เปียงยางพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล ซึ่งถ้าหากมาตรการทางการทูต โดยเฉพาะการสร้างแรงกดดันให้จีนขัดขวางโครงการนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประสบความล้มเหลว สหรัฐจะเลือกใช้มาตรการทางทหาร ในขณะเดียวกัน พลเอก เทอร์เรซ เจ.โอ ชอห์เนสซี ผู้บัญชาการทหารอากาศสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นแปซิฟิกได้ยืนยันว่า ได้สั่งให้ทหารตั้งอยู่ในภาวะพร้อมรบเนื่องจากเปียงยางคือภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อเสถียรภาพของภูมิภาค ส่วนนาย ไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศว่า ระยะเวลาแห่งความอดทนอดกลั้นได้หมดลงแล้ว โดยสหรัฐจะชี้นำให้พันธมิตรนานาชาติเพิ่มแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูตเพื่อให้เปียงยางยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

ในขณะที่สหรัฐกำลังแสวงหามาตรการเพื่อสร้างแรงกดดันต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีกลับมีทัศนะที่แตกต่างกับสหรัฐในปัญหาของเปียงยาง ถึงแม้นายโดนัล ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐได้เรียกร้องให้จีนต้องกดดันเปียงยางต่อไป แต่ปักกิ่งกลับยืนหยัดทัศนะที่ว่า มีแต่การสนทนาที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งต่อการทดลองยิงขีปนาวุธล่าสุดของเปียงยาง จีนได้ออกแถลงการณ์คัดค้านเนื่องจากได้ละเมิดมติต่างๆของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น ซึ่งทำให้สหรัฐไม่พอใจเพราะเห็นว่า เป็นปฏิบัติการที่ไม่เด็ดขาดขาดประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยํ้าว่า ถ้าหากปักกิ่งยังคงมีปฏิบัติการในลักษณะดังกล่าวอีก สหรัฐก็จะมีมาตรการตอบโต้ที่แข็งกร้าวมากขึ้น

การปิดล้อมและมาตรการควํ่าบาตรจะเป็นมาตรการที่ดีหรือไม่

ในเวลาที่ผ่านมา ประเทศมหาอำนาจ รวมถึงสหรัฐได้พยายามจำกัดการทดลองยิงขีปนาวุธของเปียงยางผ่านมาตรการควํ่าบาตรที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ แต่ความพยายามต่างๆนั้นก็ไม่ได้ผลจนทำให้วอชิงตันหมดความอดทน

หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง สหรัฐได้ผลักดันมาตรการควํ่าบาตรต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ซึ่งล่าสุดนี้คือมาตรการควํ่าบาตรเมื่อสัปดาห์ทีผ่านมาหลังจากที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีทำการทดลองยิงขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อวันที่ 4 และ 28 กรกฎาคม สหรัฐก็เคยตั้งความหวังที่จะร่วมมือกับจีนเพื่อขยายมาตรการควํ่าบาตรต่อเปียงยาง แต่ในทางเป็นจริง จีนไม่พร้อมและไม่สามารถทำให้เปียงยางยุติโครงการนิวเคลียร์ได้ จากตัวเลขมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีใน 6 เดือนแรกของปี 2017 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 สหรัฐเริ่มเข้าใจว่า ปักกิ่งไม่มีความประสงค์ที่จะสร้างแรงกดดันต่อเปียงยางและมาตรการควํ่าบาตรอาจไม่ได้เกิดประสิทธิผลตามที่คาดหวัง  ในขณะเดียวกัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีไม่ได้รับความเสียหายจากมาตรการควํ่าบาตรมากนัก โดยจีดีพีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีใน 6 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติแผนยุทธศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆทำให้จนถึงขณะนี้ ปัญหานิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลียังคงยากที่จะหามาตรการแก้ไขได้.

คำติชม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นในหมวด