๒๐ปีในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐคือผลสำเร็จแห่งยุคสมัย

(VOVworld) –  ในเดือนกุมภาพันธ์นี้  เวียดนามและสหรัฐต่างจัดพิธีรำลึกครบรอบ๒๐ปีสหรัฐยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรต่อเวียดนามซึ่งเป็นการทำลายกำแพงกีดกันสุดท้ายเพื่อมุ่งสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เป็นปกติ นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เปิดหน้าใหม่ด้วยความไว้วางใจเพื่อร่วมกันมุ่งสู่อนาคตที่ดีงามยิ่งขึ้น

(VOVworld) –  ในเดือนกุมภาพันธ์นี้  เวียดนามและสหรัฐต่างจัดพิธีรำลึกครบรอบ๒๐ปีสหรัฐยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรต่อเวียดนามซึ่งเป็นการทำลายกำแพงกีดกันสุดท้ายเพื่อมุ่งสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เป็นปกติ นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เปิดหน้าใหม่ด้วยความไว้วางใจเพื่อร่วมกันมุ่งสู่อนาคตที่ดีงามยิ่งขึ้น

๒๐ปีในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐคือผลสำเร็จแห่งยุคสมัย - ảnh 1
นายจอร์น แครี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมอบของที่ระลกที่ป็นภาพถ่ายรัฐมนตรีทั้งสองท่าน
ในการประชุมที่ประเทศสหรัฐ ณ ทำเนียบรัฐบาล(Photo:tuoitre)

หลังจากที่สงครามยุติลง สาส์นที่ผู้นำเวียดนามส่งถึงสหรัฐได้ย้ำว่า เวียดนามมีความประสงค์ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน บนเจตนารมณ์นั้น ฝ่ายเวียดนามได้พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐเลวร้ายลงในอนาคตโดยเวียดนามไม่มีความเป็นอริกับสหรัฐและเวียดนามก็มีความประสงค์ที่จะเห็นสหรัฐรู้สึกเช่นเดียวกับเวียดนาม เวียดนามได้เรียกร้องการปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐให้เป็นปกติและเมื่อเดือนมกราคมปี๑๙๗๗ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็ได้เสนอ๓ขั้นตอนเพื่อปรับความสัมพันธ์กับเวียดนามให้เป็นปกติ

ด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่ยาวนานถึง๑๗ปี  เมื่อวันที่๓กุมภาพันธ์ปี๑๙๙๔ประธานาธิบดีสหรัฐในตอนนั้นคือ นายบิน คลินตั้น ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรทางการค้าต่อเวียดนามซึ่งมีส่วนร่วมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในปัจจุบันพัฒนาในทุกด้านอย่างกว้างลึก และดังที่ท่านเจืองเติ้นซางประธานประเทศเวียดนามได้เขียนในสาส์นที่ส่งถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บิล คลินตันในโอกาสนี้ว่า การตัดสินใจยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรทางการค้าต่อเวียดนามเป็นการปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากระหว่างสองประเทศ เปิดศักราชใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคี

ตัวเลขที่น่าประทับใจ

ภายหลัง๒๐ปีของการยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรทางการค้า จนถึงปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับสหรัฐนับวันมีประสิทธิภาพและจริงจังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศกำหนดกรอบความสัมพันธ์หุ้นส่วนในทุกด้าน เมื่อเดือนกรกฎาคมปี๒๐๑๓ในโอกาสการเยือนสหรัฐของประธานประเทศเวียดนามเจืองเติ้นซาง ท่านฝ่ามบิ่งมินห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนามกล่าวว่า“ถ้าพวกเราหวนมองดูนับตั้งแต่ปรับความสัมพันธ์เป็นปกติ ในตอนนั้น มูลค่าการค้าต่างตอบแทนอยู่ที่๔๕๐ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้น๕๐เท่า อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการเพิ่มขึ้นอย่างข้ามขั้นในความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับประเทศต่างๆ ในด้านการลงทุน สหรัฐอยู่อันดับ๗ในจำนวนนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม รวมยอดเงินลงทุนโดยตรงอยู่ที่กว่า๑หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อาจกล่าวได้ว่า ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนมีสูงมากซึ่งทั้งเวียดนามและสหรัฐต่างถือว่า นี่เป็นด้านที่ควรให้ความสนใจเป็นอับดับต้นๆในเวลาข้างหน้า”

บนพื้นฐานผลสำเร็จของความร่วมมือทวิภาคีใน๒๐ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศกำลังร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นเพื่อกำหนดหลักการให้แก่การค้าและการลงทุนเพื่อผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายเร่งเข้าร่วมข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือทีพีพีซึ่งเป็นพื้นฐานของการผสมผสานเข้ากับกระแสเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกและผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่สหรัฐและเวียดนามในปีต่อๆไป

ความพยายามเพื่อความร่วมมือในระยะยาวมุ่งสู่อนาคต

เมื่อ๒๐ปีก่อน เวียดนามและสหรัฐมีความร่วมมือและจุดยืนที่แตกต่างกันโดยเฉพาะ  ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามที่ดุเดือดและความร่วมมือยังอยู่แค่ระดับการสำรวจและมีความระมัดระวังกัน  เพื่อให้มีผลสำเร็จที่ข้ามขั้นในปัจจุบัน ใน๒๐ปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของผู้นำประเทศ กระทรวง หน่วยงานและประชาชนทั้งสองประเทศ รวมทั้งบทบาทที่เข้มแข็งของบรรดาวุฒิสมาชิกอเมริกัน รวมทั้ง นายจอร์น แครี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่ได้เดินทางมาเยือนเวียดนาม๑๔ครั้งซึ่งในการเยือนแต่ละครั้งในฐานะที่แตกต่างกันด้วยความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อผลักดันการไกล่เกลี่ยปรองดองและทำนุบำรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพร้อมความปรารถนาภาพลักษณ์ของประเทศเวียดนามไม่ติดอยู่กับเงามืดของสงครามหากเป็นภาพลักษณ์ของประเทศที่พัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ในการเยือนเวียดนาม เมื่อเดือนธันวาคมปี๒๐๑๓ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจอร์น แครี ได้กล่าวว่า“ผมเดินทางมาเยือนเวียดนามครั้งแรก เมื่อ๑๙๙๑ในฐานะวุฒิสมาชิก ผมยังจำได้ว่า ในตอนนั้น บรรยากาศ ณ กรุงฮานอยแตกต่างกับปัจจุบันโดยไม่มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มีแต่รถจักรยานเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะ กรุงฮานอยมีความคล่องตัวเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ปรับความสัมพันธ์เป็นปกติ เวียดนามได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญอันดับต้นๆของสหรัฐและการค้าได้พัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุด  ระหว่างสองประเทศมีหน้าประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก  ผมมีความประทับใจต่อการเยือนเวียดนามครั้งต่างๆ นับตั้งแต่กระบวนการเจรจาเพื่อให้เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกหรือWTO การสืบหาทหารอเมริกันที่สูญหายในสงครามหรือการปรับความสัมพันธ์เป็นปกติระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ  ภายหลัง๒๐ปีของการปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติ  ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประชาชาติ”

ผลประโยชน์ของประชาชาติและแนวโน้มของยุคได้ผลักดันและส่งเสริมให้กำลังใจเพื่อให้ทั้งสองประชาชาติกระเถิบเข้าใกล้กัน การรำลึกครบรอบ๒๐ปีการปรับความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นปกติระหว่างเวียดนามกับสหรัฐเป็นนิมิตรหมายสำคัญและเป็นโอกาสเพื่อให้ทั้งสองประเทศหวนมองดูผลสำเร็จในตลอด๒ทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อมุ่งสู่ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทศวรรษต่อไปและในอนาคตอันใกล้นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอาจจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่./.

คำติชม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นในหมวด