ในรายการพิเศษวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันย้อนมองเส้นทางตลอด 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและไทยผ่านหมุดหมายสำคัญทางการทูต และความสำเร็จที่โดดเด่นด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน แต่ควบคู่ไปกับความสำเร็จเหล่านั้น ยังมีอีกหนึ่งพลังที่งดงามและต่อเนื่อง นั่นคือ การทูตประชาชน โดยมิตรภาพระหว่างเวียดนามและไทยไม่ได้เติบโตขึ้นเพียงจากการเยือนระดับสูงหรือข้อตกลงความร่วมมือเท่านั้น หากยังได้รับการหล่อหลอมจากความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม การศึกษา ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาคธุรกิจ เยาวชน ตลอดจนชุมชนชาวเวียดนามในประเทศไทย ซึ่งเป็นสะพานแห่งมิตรภาพที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและไทยนับวันมีความแน่นแฟ้น ลึกซึ้ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

พลังของสะพานแห่งมิตรภาพ

หากคนรุ่นก่อนสร้างสะพานแห่งมิตรภาพด้วยความอดทน ความมุ่งมั่น และความไว้วางใจ คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็กำลังสานต่อสะพานเหล่านั้นด้วยองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และความเข้าใจในวัฒนธรรมระหว่างกัน โดยที่กรุงเทพมหานคร มีอาจารย์ชาวไทยที่ทุ่มเทเผยแพร่ภาษาเวียดนามมานานกว่าสิบปี ขณะที่กรุงฮานอย มีอาจารย์ชาวเวียดนามรุ่นใหม่ ผู้ถ่ายทอดภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนหลายหมื่นคนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สองเรื่องราว... สองประเทศ... แต่มีความมุ่งหวังเดียวกัน คือ การช่วยให้เยาวชนของทั้งสองชาติได้รู้จักและเข้าใจประเทศของกันและกันมากยิ่งขึ้น

คนรุ่นใหม่ไทย–เวียดนามมุ่งสานสัมพันธ์ให้ยืนยาวต่อไป

ที่กรุงเทพมหานคร มีครูชาวไทยคนหนึ่งกำลังสอนภาษาเวียดนาม ที่กรุงฮานอย ก็มีหนุ่มชาวเวียดนามคนหนึ่งกำลังสอนภาษาไทย สองห้องเรียน สองภาษา สองประเทศ แต่มีความปรารถนาร่วมกันคือต้องการช่วยให้คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถเข้าใจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

ในตลอดกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยได้รับการสั่งสมและพัฒนาผ่านการเยือนระดับสูงระหว่างกัน โครงการความร่วมมือต่าง ๆ และความตกลงทวิภาคีหลายฉบับ ส่วนในวันนี้ ไมตรีจิตมิตรภาพดังกล่าวกำลังได้รับการสานต่อผ่านการกระทำเล็ก ๆ และเรียบง่ายของคนรุ่นใหม่ที่ผ่านบทเรียนหนึ่งบท การพบปะหนึ่งครั้ง วิดีโอหนึ่งคลิปบนสื่อสังคมออนไลน์ หรือแม้แต่เพียงความหลงใหลในการเรียนรู้ภาษาระหว่างกัน

ในกรุงเทพฯ  ครู ชารี ฮ่ำรัตนาพร หรือที่นักศึกษาเรียกกันด้วยชื่อภาษาเวียดนามว่า “ลิงห์ชี” (Linh Chi) ได้สอนภาษาเวียดนามมานานกว่าสิบปี ซึ่งสิ่งที่นำพาเธอมาสู่เวียดนาม ไม่ใช่แผนการด้านอาชีพ หากแต่เริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นของนักศึกษาคนหนึ่งที่มีต่อตำนานพื้นบ้านของเวียดนาม

“คุณครูมนธิรา ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานเวียดนามที่น่าสนใจให้ดิฉันฟังเยอะมาก เช่น ตำนานทะเลสาบหว่านเกี๊ยมหรือทะเลสาบคืนดาบ ดิฉันชอบมากๆ อ่านซ้ำหลายรอบจนรู้สึกอยากเรียนต่อและค้นคว้าให้ลึกซึ้งมากกว่านี้”

จากเรื่องราวในหนังสือ ครู ลิงห์ชี ได้ตัดสินใจเดินทางมาเวียดนามและการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยิ่งนานเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกว่า ตนเองรักประเทศเวียดนามมากเพียงใด จากความรู้สึกนั้น เธอได้ประสานกับสมาคมนักศึกษาเวียดนามแห่งประเทศไทยหรือ VSAT ในการจัดกิจกรรมพิเศษที่มีชื่อว่า “ไปเที่ยวกันเถอะ” หรือ “Đi chơi đi”

“ดิฉันอยากสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนไทยที่กำลังเรียนภาษาเวียดนามกับกลุ่มคนเวียดนามที่กำลังเรียนภาษาไทยที่นี่ เพื่อให้ทุกคนมารวมตัวกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษาเวียดนาม”

ท่ามกลางพื้นที่สวนหย่อมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อุปสรรคด้านภาษาดูเหมือนแทบจะไม่มีเมื่อทุกคนได้มานั่งด้วยกัน เขียนการ์ดอวยพร และแบ่งปันเทรนด์ใหม่ล่าสุดของคนรุ่นใหม่ทั้งสองประเทศ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ครูลิงห์ชีปรารถนามากที่สุดคือให้ภาษาเวียดนามเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศ นาย ธนานพ ปฐมวรรณ หรือจูเนียร์ นักศึกษาชั้นปีที่สามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า

“ผมชื่นชอบวัฒนธรรมและภาษาเวียดนามมากๆ เพราะเห็นว่า มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับภาษาเวียดนาม ซึ่งอาจารย์ชารีมักจะนำวิดีโอหรือเทรนด์ใหม่ ๆ จากเวียดนามมาแบ่งปัน ช่วยให้พวกเรามีความเข้าใจภาษาเวียดนามมากขึ้นและรู้ได้ว่า เยาวชนเวียดนามเขากำลังคิดอะไรอยู่”

ที่ประเทศเวียดนาม ก็มีหนุ่มคนหนึ่งเลือกเดินบนเส้นทางเดียวกัน ไม่ใช่ผ่านโครงการพบปะแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ ไม่ใช่ผ่านเวทีนานาชาติ แต่เริ่มต้นจากห้องเรียนออนไลน์ โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องและวิดีโอสั้น ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok ที่นั่นภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยถูกถ่ายทอดด้วยวิธีที่เรียบง่าย เป็นกันเองและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้ง่ายขึ้น

ทุกค่ำเวลา 19.30 น. ชั้นเรียนภาษาไทยของนายเหงียนลองหวู ศิษย์เก่าภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเเห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย โดยเลือกเรียนภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศที่สอง ก็เริ่มต้นขึ้นบนแพลตฟอร์ม TikTok โดยพื้นที่ของห้องเรียนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ภายในกำแพงสี่ด้านอีกต่อไป ผู้เรียนอาจอยู่ที่ฮานอย จังหวัดเซินลา นครโฮจิมินห์หรือแม้แต่กำลังทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สิ่งที่ทุกคนมีร่วมกัน คือความปรารถนาที่จะเข้าใจประเทศและผู้คนชาวไทยให้มากยิ่งขึ้น

“ สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ตู๊แอง มาจากหมกโจว จังหวัดเซินลา หนูเริ่มเรียนภาษาไทยออนไลน์ค่ะ ตามความเห็นของหนู การเรียนภาษาไทยผ่านโซเชียลมีเดียช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งความรู้และประโยคที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ค่าใช้จ่ายฟรีหรือค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมของไทย พัฒนาการออกเสียงผ่านวิดีโอและได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย”

“ สวัสดีครับ ผมชื่อยาฮวี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี Center ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ผมเรียนไวยากรณ์กับอาจารย์ผ่านชั้นเรียนออนไลน์ และเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ เช่น YouTube และโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มพูนคำศัพท์ของตัวเอง ผ่านโซเชียลมีเดีย ผมไม่ได้เรียนรู้แค่คำศัพท์เท่านั้น หากยังได้เรียนรู้วิธีที่คนไทยแสดงออก ใช้คำสแลงอย่างไรและติดตามเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกจากนี้ เมื่อผมทำคอนเทนต์ TikTok “Ăn Cơm ở Thái” ของตัวเอง ผมยังได้เรียนรู้วิธีโต้ตอบกับผู้ติดตามชาวไทยโดยตรง ซึ่งช่วยให้ผมสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบไทยได้”

นายหวู บอกว่าเขาต้องการให้วิดีโอแต่ละคลิปไม่เพียงแต่เป็นบทเรียนภาษาแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทักทายของคนไทย อาหารริมทาง ประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนช่วยให้ผู้เรียนสามารถตระหนักว่า เบื้องหลังคำศัพท์แต่ละคำ ต่างมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมซ่อนอยู่เสมอ

“ผมเลือก TikTok เพราะมองว่าเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายที่สุด สำหรับผู้เริ่มต้นครับ ภาษาไทยตัวอักษรค่อนข้างยาก ถ้าเริ่มจากตำราเลยอาจจะรู้สึก 'ท้อ' ได้ง่าย TikTok เลยเหมือน “จุดเริ่มต้น” ที่สนุกและไม่เครียด ช่วยให้คนคุ้นเคยกับภาษาได้ทันทีผ่านมือถือ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาหรือค่าใช้จ่ายเหมือนห้องเรียนปกติ”

ทั้งนี้ภาษาไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการสื่อสารเท่านั้น หากยังมีไว้เพื่อรับฟัง เพื่อทำความเข้าใจและเพื่อให้เราได้รักวัฒนธรรมของอีกประเทศหนึ่งมากยิ่งขึ้น และมีคนสองคนจากสองแผ่นดินกลับได้มีความปรารถนาเดียวกันคือการทำให้สะพานแห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามนั้นยังคงยืนยาวต่อไป... ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน.

การทูตประชาชนมิได้เกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เติบโตขึ้นจากความทุ่มเทของผู้คนธรรมดาที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่สะพานแห่งมิตรภาพเหล่านี้จะดำรงอยู่อย่างมั่นคงตลอดหลายทศวรรษก็ต้องกล่าวถึงบทบาทของสมาคมมิตรภาพเวียดนาม–ไทยและสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม ซึ่งได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาคธุรกิจ สถานศึกษา เยาวชน ตลอดจนชุมชนชาวเวียดนามในประเทศไทย และชาวไทยผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมาโดยตลอด โดยพลโทอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร. เหงวียนวันแถ่ง นายกสมาคมมิตรภาพเวียดนาม – ไทยได้ประเมินบทบาทของการทูตประชาชนตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาว่า

สมาคมมิตรภาพเวียดนาม - ไทย ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อมีส่วนร่วมเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์มิตรภาพที่มีมาช้านานระหว่างสองประเทศ ในเวลาที่ผ่านมา  กิจกรรมต่างๆของทางสมาคมฯเน้นถึงด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา การเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่น และการเชื่อมโยงด้านการลงทุน สมาคมมิตรภาพของทั้งสองประเทศธำรงกลไกความร่วมมือผ่านการผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมระหว่างสมาคมมิตรภาพเวียดนาม - ไทยกับสมาคมมิตรภาพไทย - เวียดนามทุกปี ซึ่งการประชุมร่วมครั้งที่ 15 จะมีขึ้นที่ประเทศไทยในเดือนกันยายนนี้  จนถึงขณะนี้ นี่ถือเป็นกลไกพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในจำนวนสมาคมมิตรภาพระหว่างเวียดนามกับประเทศต่างๆ ซึ่งช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแปรคำมั่นระหว่างผู้นำสองประเทศให้กลายเป็นรูปธรรมได้อย่างทันท่วงที”

ทั้งนี้ จากกลไกความร่วมมือดังกล่าว ได้มีการปฏิบัติโครงการและความริเริ่มร่วมกันมากมาย ไม่เพียงในด้านวัฒนธรรม การศึกษา หรือความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การส่งนกกระเรียนมงกุฎแดง 6 ตัว   จากสวนสัตว์นครราชสีมา มายังอุทยานแห่งชาติจ่ามจีม   จังหวัดด่งทาบ ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความร่วมมือในการอนุรักษ์นกหายากเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองประเทศในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขง ดั่งคำกล่าวของพลโทอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร. เหงวียนวันแถ่ง ว่า กิจกรรมที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ได้ช่วยเผยแพร่และสะท้อนจิตใจของลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสายน้ำที่ไม่แบ่งแยกผู้คนหรือประเทศ หากกลับเป็นสายใยที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองชาติไว้ด้วยกัน ผ่านความรับผิดชอบ การแบ่งปัน และความมุ่งหวังที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

หากฝ่ายเวียดนามได้ริเริ่มและดำเนินกลไกความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศแล้ว ฝ่ายไทยเอง สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม ก็ได้ขยายกิจกรรมแลกเปลี่ยนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ การแลกเปลี่ยนเยาวชนและคนรุ่นใหม่ กิจกรรมด้านกีฬา การส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ตลอดจนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการหล่อเลี้ยงมิตรภาพไทย–เวียดนามให้เติบโตอย่างมั่นคงผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม นาย สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามกล่าวว่า

"ในด้านการศึกษาเราได้มีการแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องวัฒนธรรมและก็ทางด้านเศรษฐกิจนั้นก็จะมีการค้าและการลงทุนซึ่งกันและกันให้เติบโตมากขึ้นในทางด้านเกี่ยวกับเรื่องของเรื่องสุขอนามัย ทางประเทศไทยก็ให้ความสำคัญในการที่จะ ให้ความร่วมมือกับประเทศเวียดนามในการที่จะยกระดับเกี่ยวกับเรื่องทางการแพทย์และเราก็ได้นำเอาอุปกรณ์หรือแม้แต่เกี่ยวกับเรื่องแว่นต่างๆนั้นมามอบให้กับประชาชนชาวเวียดนามอย่างนี้เป็นต้นนะครับเรื่องวัฒนธรรมแน่นอนกันที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง การเล่นฟุตบอลเกี่ยวกับเรื่องมวยไทย อย่างนี้เป็นต้นนะครับและปีนี้วัฒนธรรมก็คือเราต้องการที่จะส่งเสริมเรื่องชุดไทยและอ๊าวหย่าย อย่างเช่นวันนี้ เราจะมีการจัดแฟชั่นโชว์ด้วยในการที่จะส่งเสริมว่า ทั้งสองประเทศนั้นมีสิ่งดีงามที่จะมาเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน "

หนึ่งบทเพลง หนึ่งมิตรภาพ

ตลอดระยะเวลา 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย ได้มีสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพมากมายถือกำเนิดขึ้น มีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ในประเทศไทย มีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ในประเทศไทย มี Vietnam Town ใจกลางจังหวัดอุดรธานี มีโครงการแลกเปลี่ยนทาง และยังมีผลงานศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นจากความรู้สึกอันจริงใจที่มีต่อประเทศเวียดนาม วัฒนธรรมที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานหลายทศวรรษ

หนึ่งในนั้นคือเพลงพระราชนิพนธิ์ “เวียดนามเย็นใจ”ซึ่งประพันธ์ขึ้นจากบทกวีของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากเสด็จเยือนเวียดนามหลายครั้ง โดยผ่านบทกวีอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย เวียดนามได้รับการถ่ายทอดในฐานะแผ่นดินที่งดงามด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ผู้คน และความปรารถนาแห่งสันติภาพ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความปรารถนาดีที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศและประชาชนชาวเวียดนาม

“ไปเวียดนามได้ศึกษาประวัติศาสตร์

เรื่องของชาติแต่ละยุคมีหลากหลาย

ฝรั่งเศสยึดบ้านเมืองน่าเสียดาย

แต่กู้ชาติดั่งมุ่งหมายได้เสรี

เศรษฐกิจเวียดนามนี้ก้าวหน้า

เกษตรกรรมทำได้หลายที่…….”

เพียงไม่กี่บรรทัดของบทกวี ก็สามารถถ่ายทอดภาพของเวียดนามที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันงดงามให้ดูใกล้ชิดและจับต้องได้

เวียดนามยังเป็นดินแดนแห่งอาหารเลิศรสจากทั้งสามภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น เฝอ หรืออาหารพื้นบ้านนานาชนิดที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และหลากหลาย จนทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มลองยากจะลืมเลือน

ส่วนภาพของเวียดนามในบทกวี “เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิ เวียดนาม” ของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งประกอบด้วยบทกวี 40 บท อันเป็นผลจากการเดินทางเยือนเวียดนาม 5 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2013 และความผูกพันที่อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์มีต่อเวียดนามนั้น ได้พาผู้อ่านชาวไทยเข้าใกล้ประเทศเวียดนามมากยิ่งขึ้น ผ่านการเดินทางแห่งจินตนาการ ผลงานชิ้นนี้ยังช่วยให้ชาวเวียดนามได้มองเห็นภาพของตนเองผ่านสายตาของเพื่อนมิตรจากต่างแดน เพราะผู้ประพันธ์มิได้มองเวียดนามด้วยสายตาของนักท่องเที่ยวผู้แปลกหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น หากยังถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจลงในทุกรายละเอียด จนเกิดเป็นการพบกันผ่านภาษาของวรรณกรรมและมิตรภาพอันอบอุ่น

“ก็ได้สัมผัสกับเสน่ห์ของเวียดนามอย่างลึกซึ้งแท้จริง ไม่ใช่ไปทำเพื่อมาโฆษณาประสัมพันธ์ให้ประเทศ ไม่ใช่เลย ต้องไปดื่มด่ำลึกซึ้งกับวิถีชีวิต ภูมิทัศน์คือทิวทัศน์ ของดีๆ ของเวียดนาม ซึ่งผมก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เพราะว่า ได้ไปพบกับผู้คน วัฒนธรรม”

ความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลงและบทกวีเหล่านี้ สามารถตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ฟังได้อย่างยาวนาน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและไทยที่ร่วมกันสั่งสมและหล่อเลี้ยงมาตลอดครึ่งศตวรรษ ซึ่งมิได้มีเพียงข้อตกลงความร่วมมือหรือสถิติการค้าการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเท่านั้น หากยังเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไปจะยังคงร่วมกันรักษา สานต่อ และพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับถ้อยคำเชื้อเชิญอันจริงใจในเพลงพระราชนิพนธ์ “เวียดนามเย็นใจ” การเดินทางแห่งการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการเคียงข้างกันของสองประชาชาติ จะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษ