
เส้นทาง 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทยไม่เพียงแต่ถูกบันทึกไว้ด้วยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือผ่านเอกสารความร่วมมือนับร้อยเท่านั้น หากยังได้รับการสร้างเสริมขึ้นจากผู้คนธรรมดา จากความรู้สึกที่จริงใจ และการกระทำอันเรียบง่าย เช่น บทกวีเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ชั้นเรียนภาษา การแบ่งปันและทำความดีเพื่อชุมชน หรือวิดีโอสั้นๆ ที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย คุณค่าเหล่านี้ได้ช่วยหล่อหลอมและจะยังคงร่วมหล่อหลอมให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้มิตรภาพระหว่างเวียดนาม-ไทยนั้นมีชีวิตชีวาในวิถีประจำวันและในหัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศตลอดไป

อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2536 โดยผลงานของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นไทยดั้งเดิมและโลกสมัยใหม่ แนวคิดทางสังคมและการใช้ฉันทลักษณ์ที่งดงาม เช่น ผลงาน“เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิเวียดนาม” คือผลงานสารคดีกวีนิพนธ์เป็นการค้นพบดินแดนอารยธรรมเก่าแก่ วัฒนธรรมมรดกโลก ล่องไหลในสายน้ำ เลาะเลียบผาสูงไปกับบทกวี ร้อยเรียงโดยศิลปินแห่งชาติ ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน สงคราม ประวัติศาสตร์ ที่ผันผ่านจวบจนปัจจุบัน
ทุกการเดินทางหลอมรวมเป็นบทกวี

นี่คือบทกวี “อ่าวฮาลอง” อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ในผลงานสารคดีกวีนิพนธ์“เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิเวียดนาม” จำนวน 40 ตอน ซึ่งเป็นผลการเที่ยวเวียดนาม 5 ครั้งตั้งแต่ปี 2013 และสะท้อนความรักของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ต่อประเทศเวียดนาม
“ผมได้สัมผัสกับเสน่ห์ของเวียดนามอย่างลึกซึ้งแท้จริง ไม่ใช่ไปทำเพื่อมาโฆษณาประสัมพันธ์ให้ประเทศ ไม่ใช่เลย ต้องไปดื่มด่ำลึกซึ้งกับวิถีชีวิต ภูมิทัศน์คือทิวทัศน์ ของดีๆ ของเวียดนาม ซึ่งผมก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เพราะว่า ได้ไปพบกับผู้คน วัฒนธรรม อย่างผมไปที่หมู่บ้านต๊าวัน เขาก็แสดงให้ดู ผมก็ได้ไปเขียนหนังสือว่า เขียนบทกวีประทับใจทันทีว่า
สุมฟืนให้สุมไฟ
สุมฟืนให้แสงไฟให้แสงสาดประกายดาว
อย่าใส่ในตาสาวและคนหนุ่มผู้ทรนง ”

ทั้งนี้ อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ไปหาแรงบันดาลใจในท้องถิ่นต่างๆ จากเหนือจรดใต้ของเวียดนาม เช่น ปราสาทหมีเซินที่มีอิทธิพลของทางอินเดียใต้ ทะเลทรายสีขาวสีแดงใน Mui Ne แม่น้ำหอมแสนโรแมนติกในนครเว้และนครโฮจิมินห์ที่ทันสมัย โดยมีทีมถ่ายทำและมีศิลปินเขียนรูปเพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และช่อง YouTube ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ สํานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อช่วยให้ประชาชนไทยมีความเข้าใจภาพลักษณ์ประเทศ ดนตรีและศิลปะของเวียดนาม
“ต่อไป การที่จะเชื่อมสัมพันธ์กันระหว่างประเทศไม่ใช่เฉพาะเรื่องธุรกิจ การเมือง การค้า ไม่ใช่ เรื่องศิลปะมันเป็นเรื่องของประชาชนถึงประชาชนโดยตรง เรานึกไม่ถึงเลยว่า เวียดนามมีงานศิลปะเยอะแยะ เช่น ที่เมืองดาลัด ได้เห็นว่า อนุสาวรีย์ของกวีห่านหมักตื๋อ ซึ่งก็มีงานเขียนลายมือของห่านหมักตื๋อที่ก็ตายไปแล้ว มันดีนะ หมายความว่า ตอนยังมีชีวิตอยู่ก็มีคนยกย่องและเมื่อตายไปแล้วคนก็ยกย่องเชิดชู เมืองไทยมันไม่มีเรื่องเหล่านี้ ”

ทั้งนี้ ผลงาน“เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิเวียดนาม”และอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ประเทศเวียดนามใกล้ชิดกับประชาชนไทยมากขึ้นและส่งสารเกี่ยวกับวรรณกรรมสานสัมพันธ์อาเซียนดั่งคำยืนยันของรศ.ดร. ตรีศิลป์ บุญขจรจากสำนักวิชาศลปกรรมว่า “ งานของคุณ เนาวรัตน์ทำให้เห็นว่า วรรณศิลป์นั้นสร้างมิตรไมตรี เราสามารถที่จะเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างประเทศได้ผ่านวรรณศิลป์ คิดว่า นี่เป็นลักษณะที่เด่นมากของบทกวีชุดนี้ ก็อีกสักบทหนึ่งซึ่งจะแทนความรู้สึกนี้เลย เป็นบทที่ชื่อว่า สัมพันธ์ไทย-เวียดนาม อันนี้จะเรียกว่า บทที่เป็นหัวใจสำคัญของการนำเรื่องบทกวีนี้ ”
บทกวีชื่อว่า สัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
ไม่ใช่ญาติได้มาเยือนก็เหมือนญาติ
เราต่างมีประวัติศาสตร์ที่สืบสาว
ประสานสายสัมพันธ์อันนานยาว
ด้วยเรื่องราวของแผ่นดินอุษาคเนย์
พญาแถนแมนสรวงมาเสกสร้าง
อาณาจักรล้านช้างอันทรงเสน่ห์
สายน้ำของล่องไหลสู่ทะเล
สายน้ำใจไหลเทเวียดนามไทย
คารวะวีรชนคนกล้าหาญ
สร้างตำนานสร้างยุคมาทุกสมัย
สร้างโลกให้สันติสุขผ่านทุกข์ภัย
ต้องรวมใจ ทุกใจ เป็นใจเดียว
จงสัมพันธ์ เวียดนามไทยไม่กลับกลาย
จงร่วมมือเป็นมัดหวายให้แน่นเหนียว
สร้างอุษาคเนย์นิยมร่วมกลมเกลียว
ร่วมแรงเรี่ยวร่วมใจ ไทย–เวียดนาม
ผลงาน “เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิเวียดนาม” เปรียบเสมือนทัวร์ตามรอยของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ไปเวียดนามเพื่อสัมผัสประเทศ ดนตรี ศิลปะเวียดนามและสัมพันธไมตรีที่อบอุ่นระหว่างสองประเทศ.

อาจารย์โด๋ถุยห่า อาจารย์สอนภาษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 25 ปี ไม่เพียงแต่ทำการเผยแพร่ภาษาเวียดนามเท่านั้น เธอยังนำภาพลักษณ์ของเวียดนามสอดแทรกเข้าไปในชีวิตของเยาวชนในเมืองไทยอีกด้วย
ที่กรุงเทพมหานคร มีครูชาวไทยคนหนึ่งกำลังสอนภาษาเวียดนามและที่กรุงฮานอย มีครูชาวเวียดนามคนหนึ่งกำลังจุดประกายความรักประเทศไทยผ่านภาษาไทย
แม้จะต่างกันด้านภาษาและห่างกันทางภูมิศาสตร์ แต่เขาเหล่านั้นต่างมีความปรารถนาร่วมกันคือต้องการช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าใจกันยิ่งขึ้น

ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่ยังเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และรากเหง้าของชาติ
อาจารย์โด๋ถุยห่า จาก อาจารย์สอนภาษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 25 ปีไม่เพียงแต่ทำการเผยแพร่ภาษาเวียดนามเท่านั้น เธอยังนำภาพลักษณ์ของเวียดนามสอดแทรกเข้าไปในชีวิตของเยาวชนในเมืองไทยอีกด้วย โดยอาจารย์ ห่า ตระหนัก“มิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานพิธีการใหญ่ๆ หรือในถ้อยคำที่สวยหรูเท่านั้น แต่มันควรเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันจริง ทั้งในเพลงที่เราฟัง อาหารที่เราชื่นชอบ การใช้ชีวิตที่เราต่างเรียนรู้จากกันและกัน และความรู้สึกให้เกียรติและเคารพที่เรามีให้ต่อกันเสมอ"
ชั้นเรียนภาษาเวียดนามที่ศูนย์ภาษาและความรู้เวียดนามหรือ VLK ในกรุงเทพฯ มีความคึกคักด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจที่ครูและนักศึกษาได้ร่วมกันศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเวียดนาม โดยอาจารย์ ห่า ได้จัดตั้งศูนย์นี้ตั้งแต่ต้นปี 2000 เพราะเห็นว่าหลายคนที่รักเวียดนามแต่ขาดสถานที่เรียนภาษาและศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมเวียดนาม VLK จึงค่อยๆ กลายเป็น “Vietnam Corner” ในใจกลางกรุงเทพฯ – สถานที่ที่คนไทย คนเวียดนามที่อยู่อาศัยในประเทศไทยและเพื่อนมิตรชาวต่างชาติสามารถมาพบปะ เรียนภาษาเวียดนาม ดูหนัง ฟังเพลง และแลกเปลี่ยนความรักที่มีต่อประเทศเวียดนาม และนี่คือวิธีการที่อาจารย์ โด๋ถุยห่า เลือกใช้เพื่อช่วยให้ชาวไทยรู้จักและเข้าใจประเทศและคนเวียดนามให้ลึกซึ้งมากขึ้น อาจารย์ ห่า กล่าวว่า ในช่วงปลายปี 1990 การสอนภาษาเวียดนามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ประสบอุปสรรค์มากมาย เนื่องจากหนังสือตำราเรียนสำหรับการเรียนการสอนภาษาเวียดนามมีน้อยมาก อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย และภาพลักษณ์ของเวียดนามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสงครามและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทำให้อาจารย์ ห่า ตระหนักว่า การสอนภาษาเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องคำศัพท์และไวยากรณ์เท่านั้น หากยังเกี่ยวกับการสอนวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนเวียดนามอีกด้วย
“สำหรับดิฉัน ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามในตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ตัวเลขทางประวัติศาสตร์เท่านั้น จากประสบการณ์ที่ทำงานทางด้านการศึกษาในไทยมานานกว่า 25 ปี ดิฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มนักศึกษาไทย นักศึกษารุ่นแรกๆที่ดิฉันสอนส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นนักวิจัยที่สนใจในวรรณกรรมเวียดนาม ในประวัติศาสตร์เวียดนามแบบเจาะลึก แต่คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เปลี่ยนไป นักศึกษารุ่นใหม่กลับหันมาสนใจเวียดนามในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาอยากเรียนภาษาเวียดนาม สนใจการท่องเที่ยว อาหาร ดนตรีและแฟชั่นเวียดนามมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ของเวียดนามในสายตาของคนไทยค่อยๆเปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยเป็นที่รู้จักแค่ในตำราเรียน ในงานวิชาการหรือประวัติศาสตร์ ได้กลายเป็นประเทศที่ใกล้ชิด มีชีวิตชีวาและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยมากขึ้น”
ในทุกบทเรียนภาษาเวียดนาม อาจารย์ ห่า ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เทศกาล ขนบธรรมเนียมและชีวิตประจำวันของเวียดนามเข้ามาถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษในการเป็นอาจารย์ อาจารย์ ห่า ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในมุมมองของเยาวชนไทยที่มีต่อเวียดนาม โดยจากประเทศที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไปสู่ประเทศที่มีชีวิตชีวา เต็มด้วยพลังชีวิตและมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมคล้ายคลึงใกล้ชิดไทยมาก

เมื่อคนรุ่นใหม่สนใจและมุ่งสานสัมพันธ์ให้ยืนยาวต่อไป
ที่กรุงเทพมหานคร มีครูชาวไทยคนหนึ่งกำลังสอนภาษาเวียดนาม
ที่กรุงฮานอย มีครูชาวเวียดนามคนหนึ่งกำลังจุดประกายความรักประเทศไทยผ่านภาษาไทย
สองห้องเรียน สองภาษา สองประเทศ แต่มีความปรารถนาร่วมกันคือต้องการช่วยให้คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถเข้าใจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางพื้นที่สวนหย่อมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อุปสรรคด้านภาษาดูเหมือนแทบจะไม่มีเมื่อทุกคนได้มานั่งด้วยกัน เขียนการ์ดอวยพร และแบ่งปันเทรนด์ใหม่ล่าสุดของคนรุ่นใหม่ทั้งสองประเทศ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ครูลิงห์ชีปรารถนามากที่สุดคือให้ภาษาเวียดนามเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศ นาย ธนานพ ปฐมวรรณ หรือจูเนียร์ นักศึกษาชั้นปีที่สามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “ผมชื่นชอบวัฒนธรรมและภาษาเวียดนามมากๆ เพราะเห็นว่า มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับภาษาเวียดนาม ซึ่งอาจารย์ชารีมักจะนำวิดีโอหรือเทรนด์ใหม่ ๆ จากเวียดนามมาแบ่งปัน ช่วยให้พวกเรามีความเข้าใจภาษาเวียดนามมากขึ้นและรู้ได้ว่า เยาวชนเวียดนามเขากำลังคิดอะไรอยู่”
ในกรุงเทพฯ ครู ชารี ฮ่ำรัตนาพร หรือที่นักศึกษาเรียกกันด้วยชื่อภาษาเวียดนามว่า “ลิงห์ชี” (Linh Chi) สอนภาษาเวียดนามมานานกว่าสิบปี สิ่งที่นำพาเธอมาสู่เวียดนาม ไม่ใช่แผนการด้านอาชีพ หากแต่เริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นของนักศึกษาคนหนึ่งที่มีต่อตำนานพื้นบ้านของเวียดนาม “คุณครูมนธิรา ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานเวียดนามที่น่าสนใจให้ดิฉันฟังเยอะมาก เช่น ตำนานทะเลสาบหว่านเกี๊ยมหรือทะเลสาบคืนดาบ ดิฉันชอบมากๆ อ่านซ้ำหลายรอบจนรู้สึกอยากเรียนต่อและค้นคว้าให้ลึกซึ้งมากกว่านี้”
จากเรื่องราวในหนังสือ ครู ลิงห์ชี ได้ตัดสินใจเดินทางมายังเวียดนามและการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยิ่งนานเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกว่า ตนเองรักประเทศเวียดนามมากเพียงใด จากความรู้สึกนั้น เธอได้ประสานกับสมาคมนักศึกษาเวียดนามแห่งประเทศไทยหรือ VSAT ในการจัดกิจกรรมพิเศษที่มีชื่อว่า “ไปเที่ยวกันเถอะ” หรือ “Đi chơi đi”

ภาษาไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการสื่อสารเท่านั้น หากยังมีไว้เพื่อรับฟัง เพื่อทำความเข้าใจ
ที่ประเทศเวียดนาม ก็มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งเลือกเดินบนเส้นทางเดียวกัน ไม่ใช่ผ่านโครงการพบปะแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ ไม่ใช่ผ่านเวทีนานาชาติ แต่เริ่มต้นจากห้องเรียนออนไลน์ โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องและวิดีโอสั้น ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok ที่นั่นภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยถูกถ่ายทอดด้วยวิธีที่เรียบง่าย เป็นกันเองและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้ง่ายขึ้น
ทุกค่ำเวลา 19.30 น. ชั้นเรียนภาษาไทยของครูเหงียนลองหวู อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศและ ปัจจุบันเป็นครูที่โรงเรียนมัธยมต้น นามตื่อเลียม (Nam Từ Liêm) ในกรุงฮานอย ก็เริ่มต้นขึ้นบนแพลตฟอร์ม TikTok
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ตู๊แอง มาจากหมกโจว จังหวัดเซินลา หนูเริ่มเรียนภาษาไทยออนไลน์ค่ะ ตามความเห็นของหนู การเรียนภาษาไทยผ่านโซเชียลมีเดียช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งความรู้และประโยคที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ค่าใช้จ่ายฟรีหรือค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมของไทย พัฒนาการออกเสียงผ่านวิดีโอและได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อยาฮวี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี Center ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ผมเรียนไวยากรณ์กับอาจารย์ผ่านชั้นเรียนออนไลน์ และเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ เช่น YouTube และโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มพูนคำศัพท์ของตัวเอง ผ่านโซเชียลมีเดีย ผมไม่ได้เรียนรู้แค่คำศัพท์เท่านั้น หากยังได้เรียนรู้วิธีที่คนไทยแสดงออก ใช้คำสแลงอย่างไรและติดตามเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกจากนี้ เมื่อผมทำคอนเทนต์ TikTok “Ăn Cơm ở Thái” ของตัวเอง ผมยังได้เรียนรู้วิธีโต้ตอบกับผู้ติดตามชาวไทยโดยตรง ซึ่งช่วยให้ผมสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบไทยได้ ”
อาจารย์หวู บอกว่าเขาต้องการให้วิดีโอแต่ละคลิปไม่เพียงแต่เป็นบทเรียนภาษาแต่เป็นการเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทักทายของคนไทย อาหารริมทาง ประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนช่วยให้ผู้เรียนสามารถตระหนักว่า เบื้องหลังคำศัพท์แต่ละคำ ต่างมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมซ่อนอยู่เสมอ

“ผมเลือก TikTok เพราะมองว่าเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายที่สุด สำหรับผู้เริ่มต้นครับ ภาษาไทยตัวอักษรค่อนข้างยาก ถ้าเริ่มจากตำราเลยอาจจะรู้สึก 'ท้อ' ได้ง่าย TikTok เลยเหมือน “จุดเริ่มต้น” ที่สนุกและไม่เครียด ช่วยให้คนคุ้นเคยกับภาษาได้ทันทีผ่านมือถือ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาหรือค่าใช้จ่ายเหมือนห้องเรียนปกติ”
ภาษาไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการสื่อสารเท่านั้น หากยังมีไว้เพื่อรับฟัง เพื่อทำความเข้าใจและเพื่อให้เราได้รักวัฒนธรรมของอีกประเทศหนึ่งมากยิ่งขึ้น และมีคนสองคนจากสองแผ่นดินกลับได้มีความปรารถนาเดียวกันคือการทำให้สะพานแห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามนั้นยังคงยืนยาวต่อไป... ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน.


เรื่องราวของ คุณชิโนรส เบญจชวกุล หรือชื่อภาษาเวียดนามที่หลายคนเรียกกันอย่างอบอุ่นว่า “เหงียน บ๊า ตี๊” (Nguyễn Bá Tý) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของความสำเร็จในฐานะผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ซี.พี. เวียดนาม (เครือเจริญโภคภัณฑ์ : CP Group) เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของการอุทิศตนเพื่อสังคม การเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อชุมชน และเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่บริจาคโลหิตเพื่อมนุษยธรรมมากที่สุดในเวียดนาม
ความผูกพันบางอย่างไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผน แต่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นการแวะพัก… แล้วกลายเป็นการเลือกที่จะอยู่ต่อ
วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 คุณชิโนรส เบญจชวกุล ก้าวลงจากเครื่องบินด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยทั้งความตื่นเต้นและความไม่คุ้นเคย ภาษา วัฒนธรรม และผู้คน ล้วนเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเวียดนาม เส้นทางของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่อุปสรรคด้านภาษา ความแตกต่างทางวัฒนธรรม จนค่อย ๆ เรียนรู้ภาษา ศึกษาขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนเวียดนาม โดยเฉพาะพนักงานของบริษัทที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ สำหรับชาวต่างชาติคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเวียดนามมายาวนาน ประเทศแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น บ้านหลังที่สอง ห้องเรียนของชีวิต และสถานที่ที่หล่อหลอมการเติบโตของเขาตลอดเวลากว่า 20 ปี
“ตอนนั้น เห็นแล้ว ต้องบอกว่า กำลังพัฒนา เห็นโอกาสหลายๆ เรื่อง อันที่หนึ่ง โอกาสในส่วนของเรา เป็นเวทีแสดงฝีมือ ประสบการณ์ที่เราเคยทำงานที่ประเทศไทยมา โอกาสใช้วิชาความรู้ต่างๆ ที่มีมาเพื่อถ่ายทอด มาเพื่อศึกษาวัฒนธรรมที่นี่เพิ่มเติม ซึ่งมันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝั่ง ตัวเอง ผมก็ได้ประสบการณ์ ขณะเดียวกันของฝั่งที่นี่ ผมก็ได้เรื่องของการเรียนรู้ วัฒนธรรม ภาษา การเป็นอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ที่ไม่ใช่เป็นประเทศต้นกำเนิดของเรา”
หลังจากใช้ชีวิตในเวียดนามมาหลายปี คุณชิโนรส เบญจชวกุล ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ยังมีข้อจำกัด จนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเวียดนามด้วยความชื่นชมและความภาคภูมิใจ “ความเข้าใจจากตอนนั้นถึงตอนนี้ผมก็เชื่อว่า ในฐานะคนไทยที่อยู่ในประเทศเวียดนามมาหลายสิบปีเห็นถึงความพร้อมของทั้งด้านประชาชน เห็นความพร้อมในเรื่องของการจัดการต่างๆ แล้วก็พร้อมที่จะจัดประเทศที่ตอนนั้นยังไม่พัฒนาเท่าไหร่ ถึงตอนนี้ถือว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่การพัฒนาอย่างชัดเจน ในฐานะคนไทยอยู่ที่นี่ก็แสดงความยินดีด้วยกับประเทศเวียดนามและมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศเวียดนาม”

ตลอดเส้นทางแห่งความผูกพันกับเวียดนาม สิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับเขา คือการค้นพบคุณค่าของชีวิต จนคำถามว่าจะ “อยู่ต่อ” หรือ “จากไป” ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป สิ่งที่เขาภาคภูมิใจเป็นพิเศษ คือชื่อภาษาเวียดนาม “เหงียน บ๊า ตี๊” ซึ่งแพทย์ชาวเวียดนามเป็นผู้ตั้งให้ระหว่างการทำกิจกรรมอาสาสมัครในประเทศเวียดนาม “บางงานผมเข้าไปก็เห็นชื่อป้ายติด “đồng chí Nguyễn Bá Tý” ( ท่าน เหงวียนบ๊าตี๊) ผมก็รู้สึกภูมิใจ บางที่เราใช้ชื่อภาษาเวียดนามในการทำงานหรือการแนะนำตัวทำให้ความผูกพันหรือความแน่นแฟ้นมันดีขึ้น เวลาเขาบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ บางทีเขาดูนามบัตร ชิโนรส พิมพ์ไม่ได้ ตี๊ซีพี. พิมพ์เร็วเลย เวลาเขาโทรมา “ Anh Tý, anh Tý” (พี่ตี๊ พี่ตี๊...) ผมว่ามีความผูกพันใกล้ชิดน่ารัก มันรู้สึกว่า เป็นกันเองมากกว่า”
กว่า 20 ปีแห่งการส่งต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์
ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่อาศัยและทำงานในเวียดนาม ทุกกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท ซี.พี. เวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโลหิต การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การมอบทุนการศึกษา ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย การรับนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้พิการ เด็กกำพร้า รวมถึงการบรรเทาภัยพิบัติ น้ำท่วม และพายุในเวียดนาม ล้วนมีร่องรอยของการมีส่วนร่วมจาก คุณเหงียน บ๊า ตี๊ เมื่อเปิดดูสมุดบันทึกการบริจาคโลหิตสีแดงที่เขาเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอมตลอดกว่า 30 ปี เรื่องราวทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นราวกับความทรงจำที่เงียบงามแต่มั่นคง
ตั้งแต่ครั้งแรกที่บริจาคโลหิตในช่วงเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนถึงวันนี้ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ซี.พี. เวียดนาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือหัวใจที่พร้อมแบ่งปันให้ผู้อื่นเสมอ เอกสารทุกแผ่นไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานของจำนวนครั้งที่บริจาคโลหิต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ในปี 2560 เขาได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 100 ผู้บริจาคโลหิตดีเด่นระดับประเทศ และได้รับประกาศเกียรติคุณจากรองประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปัจจุบัน เขาเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่บริจาคโลหิตในเวียดนามมากที่สุด โดยบริจาคในเวียดนามแล้ว 40 ครั้ง จากจำนวนการบริจาคทั้งหมด 66 ครั้ง และตั้งเป้าหมายว่าจะบริจาคโลหิตให้ครบ 100 ครั้ง บางที สิ่งที่เรียบง่ายเหล่านี้เอง ที่ทำให้เขากลายเป็นแรงบันดาลใจในสายตาของเพื่อนร่วมงานชาวเวียดนาม
"สำหรับพวกเรา คุณ ชิโนรส ไม่เพียงแต่เป็นผู้บริหารที่ทุ่มเทเท่านั้น หากยังเป็นพี่ใหญ่ของ
ครอบครัวซีพี. เวียดนามอีกด้วย เขาเป็นผู้วางรากฐานด้านการบริหารบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร
พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนผ่านการอุทิศตนเพื่อสังคม โดยเฉพาะการบริจาคโลหิตอย่าง
สม่ำเสมอ ซึ่งวันนี้กำลังเข้าใกล้เป้าหมายการบริจาคโลหิต 100 ครั้งเพื่อส่งต่อชีวิตและความหวัง
ให้กับผู้คนในเวียดนามและประเทศไทย"
"ในมุมมองของผม คุณ ชิโนรส คือผู้นำที่พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริง โดยมีความรับผิดชอบทั้งใน
หน้าที่การงานและการทำประโยชน์เพื่อสังคม เป็นทั้งผู้บริหารที่น่าเคารพและเป็นแรงบันดาลใจให้
กับพวกเรา โดยเฉพาะในเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่นและหัวใจที่พร้อมแบ่งปันให้ผู้อื่น"
ในตลอดกว่าสองทศวรรษที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม เวียดนามได้กลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” โดย ในหัวใจของคุณ ชิโนรส เบญจชวกุลหรือ เหงวียนบ๊าตี๊ นี่คือดินแดนที่เขาได้ค้นพบการเติบโต การแบ่งปันและความหมายของการใช้ชีวิต เรื่องราวของเขาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของผู้บริหารคนหนึ่งหรือผู้ทำงานเพื่อสังคมเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องราวของหัวใจดวงหนึ่งที่เลือกทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอย่างเงียบสงบระหว่างสองวัฒนธรรมไทยและเวียดนาม ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เขาก็จะยังคงเดินหน้าส่งต่อคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สร้างสายใยเชื่อมโยงระหว่างคนไทยและคนเวียดนามต่อไป./.

จัดทำโดย ทีมผู้สื่อข่าวภาคภาษาไทย ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศ VOV5-สถานีวิทยุเวียดนาม