เมื่อปิดการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือเพิ่มขึ้น 3.04 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.83% มาอยู่ที่ 82.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.07 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.75% ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญมาจากรายงานที่ว่า คณะกรรมาธิการของรัฐสภาอิหร่านกำลังพิจารณาร่างกฎหมายห้ามเรือของสหรัฐ อิสราเอล และประเทศที่อิหร่านถือว่าไม่เป็นมิตร เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเสนอให้เรียกเก็บค่าปรับสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้าสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน
ก่อนเกิดการปะทะในภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลกในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศว่าได้ดำเนินการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับต่อเป้าหมายทางทหารของซาอุดิอาระเบีย ส่งผลให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของการเดินเรือในภูมิภาคทะเลแดง
สำหรับตลาดโลหะมีค่า ราคาทองคำตลาดสปอตลดลง 0.07% มาอยู่ที่ 4,243.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐลดลง 0.1% ปิดที่ 4,299.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
การปรับตัวลดลงของราคาทองคำมีสาเหตุหลักจากแรงขายทำกำไรหลังจากราคาปรับตัวขึ้นอย่างมากในวันก่อนหน้านั้น ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น.
