ในตลอดกว่า 75 ปีที่ผ่านมา เวียดนามและโปแลนด์ได้สร้างความสัมพันธ์มิตรภาพที่แน่นแฟ้น ในสภาวการณ์ที่ทั้งเวียดนามและโปแลนด์ต่างกำลังแสวงหาแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ สิ่งที่จำเป็นในปัจจุบันคือ การเสริมสร้างพื้นฐานที่มีมาช้านานและขยายความร่วมมือในสาขาที่สอดคล้องกับจุดแข็งและความต้องการพัฒนาของแต่ละฝ่าย

การใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

นี่เป็นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของนาย โดนัลด์ ทัสก์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ หลังจากการเยือนเมื่อปี 2010 การเยือนครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทั้งสองประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีในปี 2025 ซึ่งเป็นการวางพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพสูง นาง โจอันนา สโกเชก (Joanna Skoczek) เอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำเวียดนาม ย้ำว่า

“ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีสถานะที่แตกต่างไปจากเดิมมาก โดยโปแลนด์และเวียดนามต่างเป็นเศรษฐกิจชั้นนำในภูมิภาค โปแลนด์มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ทั้งสองประเทศ การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อระบุและยืนยันสาขาที่มีศักยภาพสูงสุดในการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ”

ในสาขาความร่วมมือต่างๆ เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์เวียดนาม–โปแลนด์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในปี 2025 มูลค่าการค้าต่างตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 3.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางการค้ากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังมีโอกาสอีกมากในการขยายความร่วมมือในด้านนี้

ข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) ได้เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศสามารถเข้าถึงตลาดของกันได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษต่าง ๆ ภายใต้ข้อตกลงนี้ให้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามผลักดันการส่งเสริมการค้า เพิ่มการให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด แก้ไขอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของตลาดยุโรปได้ โดยนอกเหนือจากกลุ่มสินค้าแบบดั้งเดิมแล้ว เวียดนามและโปแลนด์ยังสามารถขยายความร่วมมือในด้านการแปรรูปอาหาร การเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เอกอัครราชทูต โจอันนา สโกเชก เผยต่อไปว่า

“เรามีความเชื่อมั่นว่า ความต้องการของตลาดและศักยภาพในการจัดหาสินค้าของทั้งสองประเทศสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ ซึ่งจะเอื้อให้เวียดนามและโปแลนด์เป็นหุ้นส่วนที่มีคุณค่าในการพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นให้แก่ตลาดเวียดนาม นอกจากนี้ บริษัทโปแลนด์ยังเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญๆของเวียดนามเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีทั้งในนครโฮจิมินห์และกรุงฮานอย”

เอกอัครราชทูต โจอันนา สโกเชก ยังได้ย้ำเป็นพิเศษถึงศักยภาพความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยเห็นว่า ชุมชนชาวเวียดนามประมาณ 25,000 คนในโปแลนด์เป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจและกระชับมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“เราหวังว่า จะมีชาวเวียดนามเดินทางไปโปแลนด์เพิ่มมากขึ้น โดยชาวเวียดนามมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโปแลนด์ เช่นเดียวกับชาวโปแลนด์ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อเดินทางมาเวียดนาม การท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีพื้นฐานที่เอื้อต่อการส่งเสริมความร่วมมืออยู่แล้ว ขณะนี้ สิ่งที่ดิฉันมุ่งหวังคือ การทำให้พื้นฐานดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านโครงการความร่วมมือที่ชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืน ดิฉันเชื่อมั่นว่า การเยือนครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทัสก์ จะเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้”

เพิ่มการประสานงานเพื่อสันติภาพและการพัฒนา

ความสัมพันธ์เวียดนาม–โปแลนด์ไม่เพียงแต่ช่วยขยายความร่วมมือทวิภาคีเท่านั้น หากยังมีส่วนช่วยกระชับความเชื่อมโยงระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปอีกด้วย ในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป โปแลนด์สามารถสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่ค้าในยุโรปในด้านการค้า การพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือความท้าทายระดับโลกในสภาวการณ์ที่ทั้งสองประเทศให้การสนับสนุนและประสานความร่วมมือกันมาโดยตลอดในเวทีพหุภาคี พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกฎหมายสากล กฎบัตรสหประชาชาติ และลัทธิพหุภาคี การเยือนเวียดนามครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีโปแลนด์จึงเป็นโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางความร่วมมือ เพื่อมีส่วนร่วมต่อสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาในระยะต่อไป

การเยือนของนายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทัสก์ ถือเป็นโอกาสให้เวียดนามและโปแลนด์เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ขยายขอบเขตความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของแต่ละประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนพื้นฐานมิตรภาพที่มีอยู่ให้เป็นผลลัพธ์ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศอีกด้วย.