ข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงจัดซื้อน้ำมันดีเซลระหว่างสหรัฐกับรัสเซียได้รับการประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ประจวบกับช่วงเวลาที่คณะผู้แทนยูเครนและยุโรปกำลังอยู่ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการสำหรับการปะทะรัสเซีย-ยูเครน

เกมการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง

ตามเนื้อหาในการประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และได้รับการยืนยันจากทางการมอสโคว์ในเวลาต่อมา สหรัฐและรัสเซียได้บรรลุข้อตกลงให้รัสเซียขายน้ำมันดีเซลจำนวนกว่า 300,000 ตันให้แก่สหรัฐทันที พร้อมทั้งส่งมอบเพิ่มอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายนปี 2026 และอีก 1 ล้านตันในงวดถัดไป นาย ทรัมป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัสเซียสามารถจัดหาน้ำมันดีเซลเพิ่มได้อีก 3 ล้านตันในระยะเวลาอันสั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ดังนั้น ปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมดที่รัสเซียจะส่งออกสู่ตลาดอาจมากกว่า 4.8 ล้านตัน หากการส่งมอบทั้งหมดได้รับการปฏิบัติ

ข้อตกลงน้ำมันดีเซลสหรัฐ-รัสเซียมีขึ้นท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความผันผวนในตลาดพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนอุปทานจากรัสเซีย เมื่อโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในรัสเซียตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกองทัพยูเครนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมีความเสี่ยงที่จะสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจทำให้พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสียเปรียบในการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงมีบทบาทอย่างมากต่อการตัดสินใจของวอชิงตันในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซียถึงแม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้ ตัวประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เองได้ย้ำว่า ข้อตกลงนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชาวอเมริกัน และสอดคล้องกับหลักการทำงานของเขาคือ “อเมริกาต้องมาก่อน หรือ America First” เขายังปฏิเสธคำวิพากษ์วิจารณ์จากพันธมิตรยุโรป โดยชี้ว่า ประเทศในยุโรปก็ใช้เงินกว่า 2 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อพลังงานจากรัสเซีย โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว นับตั้งแต่การปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์สหรัฐ ในขณะเดียวกัน นาย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่า

“ก่อนอื่น เราจะดำเนินการเรื่องนี้โดยการใช้ประโยชน์จากอำนาจทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ดังนั้น ใครก็ตามในรัฐสภาไม่ว่าจะอ้างอิงร่างกฎหมายเก่าหรือร่างกฎหมายปัจจุบันคือร่างกฎหมาย ลินด์ซีย์ เกรแฮม ( Lindsey Graham) ที่ถือว่า เราไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องนี้ ถือเป็นการเข้าใจผิด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามารับตำแหน่งด้วยภารกิจรับใช้ประชาชนอเมริกัน และการลดราคาน้ำมันนี้ก็เป็นประโยชน์แก่พวกเขา”

สร้างความสั่นสะเทือน

ในสภาวการณ์ที่การปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีสัญญาณทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่การที่ทั้งสองฝ่ายเร่งการโจมตีใส่โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนระหว่างกันเท่านั้น หากยังรวมถึงการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างรัสเซียกับประเทศในยุโรปอีกด้วย ข้อตกลงน้ำมันดีเซลสหรัฐ-รัสเซียจึงเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความสั่นสะเทือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวต่อไปของการปะทะ สำหรับยูเครน ข้อตกลงนี้นำมาซึ่งความวิตกกังวลเป็นอย่างมากเพราะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจุดยืนของวอชิงตันที่มีต่อมอสโคว์ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียและอิหร่านภายใต้ชื่ออดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ ลินด์ซีย์ เกรแฮม หมดความหมาย ซึ่งเดิมมีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 19 ตุลาคม และอนุญาตให้เก็บภาษีศุลกากรสูงถึง 500% ต่อสินค้าของรัสเซีย พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศที่ซื้อเชื้อเพลิงจากรัสเซีย

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสำหรับทางการเคียฟก็คือ ควบคู่กับข้อตกลงน้ำมันดีเซล ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ยังได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่า ยูเครนจำเป็นต้องมีผู้นำคนใหม่ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กำลังสร้างแรงกดดันเป็นอย่างมากต่อยูเครนและพันธมิตรยุโรป เนื่องจากสหรัฐยังคงเป็นฝ่ายที่ให้ข่าวกรองและช่วยเหลือทางการทหารที่มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของยูเครน นาย เอียน เคลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยระหว่างประเทศ ภาษาและวรรณคดีสลาฟ ณ มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ประเทศสหรัฐ แสดงความเห็นว่า ในระยะสั้น ข้อตกลงน้ำมันดีเซลสหรัฐ-รัสเซียจะไม่ส่งผลกระทบมากเกินไปต่อความสัมพันธ์สหรัฐ - ยุโรป เพราะฝ่ายยุโรปไม่ได้หวังพึ่งพาสหรัฐในฐานะหุ้นส่วนในความพยายามรักษาแรงกดดันต่อรัสเซียอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็นอีกหนึ่งผลกระทบในทางลบต่อความสามัคคีของฝ่ายตะวันตก ในขณะที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่ฝ่ายรัสเซียมากขึ้น อย่างน้อยก็ในด้านการเมือง

“ผมไม่ได้คิดว่า ปริมาณการค้าที่เรากำลังพูดถึงกันนี้จะมากพอที่จะเติมเต็มงบประมาณของรัสเซียตามระดับที่พวกเขาคาดหวังไว้ อย่างไรก็ตาม ในแง่การเมือง ผมคิดว่า สิ่งนี้กลับเป็นผลดีอย่างมากต่อประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน เหตุผลก็เพราะมันส่งสารว่า ฝ่ายรัสเซียจะยืนอยู่ได้นานกว่าฝ่ายตรงข้าม”

สำหรับมอสโคว์ ข้อตกลงน้ำมันดีเซลกับสหรัฐถือเป็นชัยชนะในหลายด้าน หากพิจารณาในด้านเศรษฐกิจ ข้อตกลงนี้ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเป็นอย่างมากต่อภาคพลังงานที่กำลังถูกคว่ำบาตรของรัสเซีย นำรายได้จำนวนมากมาให้แก่งบประมาณ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือในแง่การเมืองเพราะข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นว่า มอสโคว์ยังคงมี “ไพ่” ที่มีประโยชน์ต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตัน เพื่อที่จะสามารถปรับนโยบายของสหรัฐในเกมภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาว ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในการแก้ไขจุดร้อนอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่การปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนเท่านั้น./.