การแก้ไขกฎหมายที่ดินจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขอุปสรรคในการบริหารจัดการและการใช้ที่ดินเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในการบริหารภาครัฐ และการค้ำประกันสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ใช้ที่ดิน ประเด็นเหล่านี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่ดินในกรอบการประชุมครั้งที่ 2 สภาแห่งชาติสมัยที่ 16
จากการบังคับใช้กฎหมายที่ดินปี 2024 แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีประเด็นที่ต้องปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตั้งแต่กลไกการประเมินราคาที่ดิน การเวนคืนที่ดิน การจ่ายค่าชดเชย การให้ความช่วยเหลือ การตั้งถิ่นฐานใหม่ ไปจนถึงขั้นตอนการดำเนินโครงการลงทุน
ประสานนโยบายให้สอดคล้องกัน ค้ำประกันสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน
ทั้งนี้ ที่ดินมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหลายสาขา เช่น การวางผัง การลงทุน การก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น หากข้อกำหนดทางกฎหมายขาดความสอดคล้องกัน ปัญหาในการดำเนินงานไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการและต้นทุนของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่อาจกระทบโดยตรงต่อสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายที่ดินต้องดำเนินควบคู่กับการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อกำหนดต่างๆมีความสอดคล้องกันตั้งแต่หลักการไปจนถึงกลไกการบังคับใช้ โดยเฉพาะการประเมินราคาที่ดินเป็นประเด็นสำคัญ เพราะราคาที่ดินส่งผลโดยตรงต่อภาระทางการเงินของผู้ใช้ที่ดิน ต้นทุนการลงทุน รายรับเข้างบประมาณแผ่นดิน และเงินชดเชยที่รัฐต้องจ่ายเมื่อเวนคืนที่ดิน โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ได้ย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ ผู้ใช้ที่ดิน และนักลงทุน การปรับปรุงกลไกการประเมินราคาที่ดินให้มีความโปร่งใส โดยอาศัยฐานข้อมูลและวิธีการที่เหมาะสม
“ต้องเพิ่มเติมหลักการสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ ผู้ใช้ที่ดิน และนักลงทุน โดยกำหนดค่าสัมประสิทธิ์ปรับราคาตามพื้นที่ของแปลงมาตรฐานให้ชัดเจน สำหรับตารางราคาที่ดิน ควรกำหนดการปรับปรุงทุกๆ 5 ปี หรือมีความยืดหยุ่นมากกว่านั้น โดยประกาศกลไกการปรับราคาล่วงหน้าให้ชัดเจนเมื่อราคาเกิดความผันผวนอย่างมาก ต้องกำหนดให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ เปิดเผยวิธีการและข้อมูลอย่างโปร่งใส ระบุให้ชัดเจนถึงการใช้ตารางราคาที่ดินและค่าสัมประสิทธิ์ในการคำนวณค่าชดเชย ค่าธรรมเนียมการใช้ที่ดิน และค่าเช่าที่ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาปรับสูงขึ้นพร้อมๆกัน นอกจากนี้ ควรจัดทำฐานข้อมูลราคาที่ดินระดับชาติ ปรับปรุงข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยมีเป้าหมายระยะยาวเพื่อลดภาระให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน”
ทั้งนี้ การประสานนโยบายให้สอดคล้องกันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับราคาที่ดินเป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น แต่ยังต้องค้ำประกันว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน การจ่ายค่าชดเชย การให้ความช่วยเหลือ และการตั้งถิ่นฐานใหม่จะได้รับการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและโปร่งใส หากการประสานนโยบายให้สอดคล้องกันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างราบรื่น การคุ้มครองสิทธิผลประโยชน์ของประชาชนก็ต้องเป็นหลักการสำคัญในตลอดกระบวนการดำเนินงาน นาย เหงวียนดิ่งซวน สมาชิกสภาแห่งชาติจังหวัดเตยนิง เสนอว่า
“หนึ่งคือต้องปฏิรูประเบียบราชการด้านที่ดิน สอง กระจายอำนาจและมอบอำนาจหน้าที่ สาม สร้างความโปร่งใส และลดการแบ่งประเภทที่ดินออกเป็นหลายประเภทมากเกินไป โดยเฉพาะที่ดินประเภทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ที่ดินเกษตรกรรมสำหรับปลูกพืชอายุสั้น ที่ดินสำหรับปลูกพืชยืนต้น และที่ดินเกษตรกรรมประเภทอื่นๆ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการสะดวกยิ่งขึ้น”
เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ เสริมสร้างความเชื่อมั่น
แม้นโยบายจะได้รับการออกแบบไว้อย่างครบถ้วนเพียงใด แต่ก็ยากที่จะเกิดประสิทธิผลหากขาดการแนะนำแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดความรับผิดชอบของทางการปกครองทุกระดับอย่างชัดเจน ดังนั้น นอกเหนือจากการปรับปรุงกฎหมายให้สมบูรณ์แล้ว ยังจำเป็นต้องจัดเตรียมเงื่อนไขสำหรับการนำกฎหมายไปปฏิบัติ เพิ่มการตรวจสอบและกำกับดูแล ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการวางผัง ราคาที่ดิน แผนการจ่ายค่าชดเชย และการตั้งถิ่นฐานใหม่ ต้องดำเนินควบคู่กับกลไกการรับและแก้ไขข้อเสนอแนะของประชาชน เมื่อมีการชี้แจงเหตุผลของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับที่ดินอย่างชัดเจน การดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ และความรับผิดชอบในการชี้แจงปัญหา ก็จะช่วยเสริมสร้างฉันทามติในสังคม ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงร่างกฎหมายที่ดินให้สมบูรณ์ว่า
“ร่างกฎหมายที่ดินฉบับนี้ต้องจัดทำอย่างรัดกุมและละเอียดรอบคอบ เราต้องถือว่าการปรับปรุงกฎหมายให้สมบูรณ์เพื่อผ่านความเห็นชอบในการประชุมสภาแห่งชาติสมัยนี้ เป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายที่ดินเกี่ยวข้องกับทั้งระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”
ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายที่ดินเป็นข้อกำหนดสำคัญในการปลดล็อกแหล่งพลังเพื่อการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทรัพยากรดังกล่าวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างแท้จริง นโยบายต้องได้รับการบังคับใช้อย่างพร้อมเพรียง ครบถ้วน โปร่งใสและเป็นธรรม โดยต้องค้ำประกันสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของประชาชนผ่านข้อกำหนดที่เป็นรูปธรรมและกลไกการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการประสานนโยบายให้สอดคล้องกันเป็นเงื่อนไขในการแก้ไขอุปสรรค ขณะที่การคุ้มครองสิทธิผลประโยชน์ของประชาชนเป็นพื้นฐานของการสร้างฉันทามติ หากสามารถดำเนินการทั้งสองด้านควบคู่กันได้ ก็จะช่วยให้การใช้ประโยชน์จากที่ดินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ ประชาชน และภาคธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน.
