นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจใหม่ต่ออิหร่านภายหลังเพียง 5 วันที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดต่ออิหร่าน

แนวรบใหม่

ตามเนื้อหาที่รัฐมนตรี สกอตต์ เบสเซนต์ ประกาศในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น สหรัฐได้ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านขั้นทุติยภูมิต่อองค์กรและประเทศที่ยังคงทำธุรกรรมกับอิหร่าน โดยเน้นใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ พร้อมทั้งยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อ 60 บุคคล บริษัท และเรือที่ถูกสงสัยว่าช่วยให้อิหร่านมีรายได้จากน้ำมัน จัดซื้ออาวุธ และดำเนินกิจกรรมทางไซเบอร์ มาตรการเหล่านี้มุ่งเป้าไปยังประเทศและองค์กรต่างๆในทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง ประเทศจีน สิงคโปร์ และยุโรป นาย สกอตต์ เบสเซนต์ เผยว่ามาตรการใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธนาการที่ทางการประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกว่า “D-Day ทางเศรษฐกิจ” เพื่อโดดเดี่ยวอิหร่านทางการเงินและตัดแหล่งพลังที่ช่วยให้อิหร่านธำรงเศรษฐกิจในสภาวการณ์ที่การปะทะยืดเยื้อมาเกือบ 6 เดือน นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังได้ส่งคำเตือนไปยังประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านด้วย

"ทุกประเทศมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการยุติกิจกรรมที่เราได้ระบุ ถ้าหากพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม เราจะบังคับใช้มาตรการเพียงฝ่ายเดียวผ่านอำนาจของกระทรวงการคลัง ผมขอชี้แจงว่า ทุกองค์การและประเทศใดให้การสนับสนุนการฟอกเงินในนามของอิหร่าน จะถูกตัดออกจากระบบธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ"

เพื่อรับมือกับสงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบครั้งใหม่จากสหรัฐ ในหลายวันที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านได้ยืนยันว่า ได้เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ โดยนาย อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของอิหร่านเผยว่า

"พวกเขาได้ระดมพลังทุกแหล่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาและพยายามทดสอบความมุ่งมั่นของประชาชนและเจ้าหน้าที่อิหร่าน ซึ่งพวกเขาก็ประสบความล้มเหลวทุกครั้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะประสบความล้มเหลวอีกครั้ง พวกเราได้คาดการณ์ถึงวันเหล่านี้มานานแล้วและเข้าใจแผนการของพวกเขาเป็นอย่างดี โดยรัฐบาลอิหร่านมีแผนการรับมือมาแล้ว 2 ปี และมีความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับเหตุการณ์นี้"

ควบคู่กับการรับมือ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังยืนยันว่า มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงความตั้งใจของอิหร่านในการปกป้องเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเตือนว่าจะทำการโจมตีตอบโต้ต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐและประเทศพันธมิตร โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้เผยว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสงครามเต็มรูปแบบ ไม่เพียงแต่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังรวมถึงด้านการทหารและความมั่นคงอีกด้วย ซึ่งการประกาศนี้แสดงให้เห็นว่าอิหร่านพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยทุกมาตรการ รวมถึงการโจมตีทางทหารต่อสหรัฐและประเทศที่มีส่วนร่วมในสงครามเศรษฐกิจที่สหรัฐเปิดฉากต่ออิหร่าน

ปฏิกิริยาจากฝ่ายที่สาม

หนึ่งในปัญหาที่ได้รับความสนใจในการที่สหรัฐเปลี่ยนจากมาตรการทางทหารมาเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน คือปฏิกิริยาของประเทศที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อธนาคารและบริษัทของประเทศที่สามที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับอิหร่าน

นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเผยว่า ประเทศที่ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐก็จะต้องเผชิญกับการถูกโดดเดี่ยวร่วมกับอิหร่าน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังสหรัฐไม่ระบุรายชื่อประเทศดังกล่าวหรือช่วงเวลาที่จะเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตร โดยยืนยันว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์กับผู้นำหลายประเทศเพื่อค้ำประกันว่าประเทศเหล่านี้จะยุติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า นอกเหนือจากการต้านทานที่เหนียวแน่นของอิหร่านแล้ว ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐยังขึ้นอยู่กับประเทศส่วนน้อยบางประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน โดยซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านถึงร้อยละ 80 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นาย หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า

"จีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรเพียงฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย ไม่มีข้อกำหนดของกฎหมายระหว่างประเทศรองรับและไม่มีการมอบอำนาจจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างรับผิดชอบและยืนหยัดแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางการเมืองและการทูต"

นาย แอนดรูว์ มิลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Center for American Progress เห็นว่า การที่สหรัฐประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจใหม่ต่ออิหร่านและประเทศที่ทำค้าขายกับอิหร่าน เป็นการยืนยันว่า การปะทะไม่ช่วยให้สหรัฐเข้าใกล้เป้าหมายการยุติโครงการนิวเคลียร์หรือทำให้รัฐบาลอิหร่านอ่อนแอลง และแม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอาจมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยากที่จะนำไปสู่ทางออกที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ.