ตามคำสั่งที่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร ข้อจำกัด และภาษีศุลกากรหลายข้อที่ระบุในกฎหมายลินด์ซีย์ เกรแฮม ว่าด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียและอิหร่านปี 2026 ซึ่งการตัดสินใจนี้ได้มีขึ้นภายหลัง 1 สัปดาห์ที่สหรัฐฯและรัสเซียบรรลุข้อตกลงน้ำมันดีเซล
การธำรงการเจรจา
กฎหมายลินด์ซีย์ เกรแฮม ได้รับการลงนามและประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 กันยายน หลังจากได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯด้วยการสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ ธนาคาร พลังงาน และกลาโหมของรัสเซีย อีกทั้งมุ่งเป้าไปยังกองเรือเงา ซึ่งประกอบด้วยเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อว่ารัสเซียใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของฝ่ายตะวันตก นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังมอบอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 100% สำหรับสินค้าจากกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม คำสั่งใหม่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระงับมาตรการคว่ำบาตรและภาษีศุลกากรดังกล่าวก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งการระงับคำสั่งคว่ำบาตรต่อรัสเซียต้องบรรลุ 2 เป้าหมาย หนึ่งคือ การประคับประคองให้รัสเซียเข้าร่วมการเจรจาเพื่อยุติการปะทะกับยูเครน และสองคือการป้องกันไม่ให้รัสเซียช่วยเหลืออิหร่านมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่ารัสเซียมีศักยภาพที่จะทำได้ถ้าหากถูกบีบให้จนตรอก นาย คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯได้ย้ำถึงจุดยืนนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า
"นี่คือการให้กำลังใจรัสเซีย ถ้าหากรัสเซียลดการปะทะกับยูเครน ผ่านข้อตกลงหยุดยิงในด้านพลังงาน หรือลดความรุนแรงของการปะทะเพื่อสนับสนุนการส่งออกน้ำมันดีเซลสู่ตลาดโลก นั่นจะเป็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งเป็นมาตรการเพื่อยุติการปะทะ ไม่ใช่เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจรัสเซีย"
ควบคู่กับการที่สหรัฐฯระงับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สร้างความวิตกกังวลให้แก่ทั้งยูเครนและยุโรปในหลายวันที่ผ่านมาคือข้อมูลที่ว่า สหรัฐฯอาจลดความเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงค์ ในเวอร์ชันทางทหารคือ Star Shield ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อแผนการสู้รบของกองทัพยูเครน แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯได้ปฏิเสธว่าไม่มีการจำกัดใดๆ ต่อ Star Shield แต่นาย ดักลาส แบร์รี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการบินทางทหารจากสถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ หรือ IISS ของอังกฤษเห็นว่า ความถกเถียงนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่นับวันเพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับยูเครน
แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น
ความกังวลของยูเครนและพันธมิตรในยุโรปคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯต่อการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้ หรือเป็นเพียงยุทธนาการชั่วคราวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯในวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยในการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป หรือ EU ที่มีขึ้นในระหว่างวันที่ 15-16 ตุลาคม ณ กรุงบรัสเซลส์ การธำรงความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารแก่ยูเครนในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความคิดเห็นที่แตกต่างด้านงบประมาณของกลุ่ม ซึ่งประเทศ EU ส่วนใหญ่ ยืนยันที่จะช่วยเหลือยูเครนต่อไป โดยถือว่าเป็นประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีนัยสำคัญต่อความมั่นคงระยะยาวของยุโรป นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ซ เผยว่า
"เราต้องการยืนยันจุดยืนต่อยูเครนให้ชัดเจน ในขณะเดียวกัน เราก็เข้าใจว่าสหรัฐฯ มีผลประโยชน์อื่นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เรากำลังสนับสนุนยูเครนเพื่อผลประโยชน์ของยุโรป"
สำหรับยูเครน ทางเลือกต่างๆยากลำบากขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯและรัสเซียบรรลุข้อตกลงน้ำมันดีเซลและสหรัฐฯ ระงับการคว่ำบาตรรัสเซีย ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้ยืนยันหลายครั้งว่า การที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนแปลงนโยบายต่อรัสเซียถือเป็นความผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้สังเกตการณ์เตือนว่า คำประกาศของประธานาธิบดียูเครนอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม คำเตือนนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ยืนยันว่า ยูเครนได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง Star Shield แต่ระบุว่าเป้าหมายของสหรัฐฯคือการยุติการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนให้เร็วที่สุด ดังนั้น ยูเครนและรัสเซียควรเน้นถึงความพยายามในการยุติการปะทะ แทนที่จะตำหนิการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดไตรภาคี สหรัฐ รัสเซีย จีน นอกรอบการประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหรือ APEC ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เพื่อหารือเกี่ยวกับการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งหมายความว่า การหารือเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อยุติการปะทะจะมีขึ้นโดยไม่มีการเข้าร่วมของยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น.
