ในกระแสความร่วมมือของประชาคมอาเซียน มีสะพานเชื่อมที่ไม่เพียงแต่สร้างขึ้นผ่านข้อตกลงหรือกรอบนโยบายเท่านั้น หากยังสร้างขึ้นผ่านปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันระหว่างประชาชน ซึ่งวัฒนธรรมกลายเป็นเสียงพูดที่สื่อถึงอารมณ์มากที่สุด ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ พระราชวังหว่างแถ่งทังลองซึ่งเป็นมรดกของโลก ส่วนหนึ่งของชีวิตทางวัฒนธรรมของไทยได้ปรากฏขึ้นในใจกลางกรุงฮานอยผ่านงานเทศกาล “Thai Festival in Hanoi 2026” ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทย ในรายการชายคาอาเซียนวันนี้ ขอเชิญท่านผู้ฟังร่วมกับผู้สื่อข่าวของสถานีวิทยุเวียดนามสัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย
ภายใต้หัวข้อ “Creative Life and Creative Heartbeat” เทศกาลปีนี้ได้นำเสนอภาพชีวิตทางวัฒนธรรมไทยที่งดงามและหลากสีสันโดยในพื้นที่กำแพงเมืองโบราณ เสียงดนตรีไทย สีสันที่สดใสของเทศกาลสงกรานต์ กลิ่นหอมๆ ของอาหารริมทางและเสียงพูดคุยกันตามบูธขายของได้สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เป็นกันเอง ใต้ร่มไม้ในบริเวณพระราชวังหว่างแถ่งทังลอง บูธขายของต่างๆ ได้รับการประดับประดาด้วยสีสันสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เช่น สีเหลือง สีแดง สีม่วงและสีฟ้าคราม โคมไฟ ร่มกระดาษและของตกแต่งต่างๆที่มีรูปช้าง ดอกบัวและลวดลายแบบไทยซึ่งได้สร้างบรรยากาศที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่
“ดิฉันทราบเกี่ยวกับงานนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง ดิฉันเคยไปเที่ยวเมืองไทย ดังนั้น ดิฉันจึงอยากมาที่นี่เพื่อดูว่า บรรยากาศที่นี่เหมือนที่เมืองไทยที่ดิฉันเคยไปหรือไม่ ดิฉันเห็นว่า สินค้าที่วางขายคล้ายกับที่เมืองไทย ตั้งแต่อาหาร ของที่ระลึก ไปจนถึงวิธีการจัดวาง การจัดกิจกรรมนี้ช่วยให้ชาวเวียดนามเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะ ผู้ที่ไม่เคยไปเมืองไทย ส่วนผู้ที่เคยไปเมืองไทยแล้วก็มีโอกาสได้สัมผัสและเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันและความแตกต่างกันระหว่างสองประเทศ”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าร่วมงานนี้ ซึ่งช่วยให้ผมทราบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยยาวนานถึง 50 ปี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่เพียงแต่เรื่องอาหารและการทำอาหารสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเราเท่านั้น หากยังมีการเดินแฟชั่น เครื่องประดับ การลองใส่ชุดไทย การเต้นรำ การร้องเพลงและการแสดงทางวัฒนธรรมจากเวียดนามและไทย ผมประทับใจมาก”
ความพิเศษของงานในปีนี้คือการเชื่อมโยงองค์ประกอบทางวัฒนธรรมแบบเป็นวงจร โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินจากบริเวณจัดแสดงเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมไปยังพื้นที่ฉายภาพยนตร์ จากนั้นแวะที่บริเวณกิจกรรมพื้นบ้าน ลองสวมใส่ชุดไทย เรียนรู้เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์ เยี่ยมชมบูธอาหาร ซึ่งสร้างความรู้สึกว่า วัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่ในนิทรรศการ แต่มีชีวิตชีวาและอยู่ร่วมกับผู้เข้าร่วมงานโดยในพื้นที่จัดแสดงอาหาร กลิ่นหอมของตะไคร้ ใบมะกรูด และกะทิอบอวลไปทั่วทางเดินชวนให้ผู้มาเที่ยวต้องแวะมาลิ้มลองทั้งที่ร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง ผัดไทยและชานมไทย ผู้เข้าชมงานได้เพลิดเพลินกับอาหาร เรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร วิธีการปรุงและบทบาทของอาหารในชีวิตประจำวันของคนไทย นอกจากนี้ ผู้ชมยังสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์และเข้าร่วมกิจกรรมพื้นบ้านย คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เคยศึกษาในประเทศไทยก็มาเข้าร่วมงานนี้เพื่อหวนนึกถึงความทรงจำที่คุ้นเคย
“พวกเราได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่นเกมส์ ลองชิมอาหารเกือบทุกอย่างที่นี่ สนุกมาก พวกเราเคยไปเที่ยวเมืองไทยมาก่อนแล้ว ดังนั้นจึงรู้สึกว่า ที่นี่ค่อนข้างคล้ายกับที่เมืองไทย พวกเราได้ลองใส่ชุดไทย ได้ชมการแสดงรายการศิลปะและเล่นเกมต่างๆ ทุกอย่างสนุกมาก และพวกเราได้พบปะกับคนไทยมากมาย รวมถึงคนเวียดนามที่พูดภาษาไทยได้ ทุกคนเป็นมิตรและเป็นกันเอง”
“วันนี้ พวกเรามาที่นี่เพื่อรำลึกถึงความหลัง และพวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กิจกรรมต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชม ทำความเข้าใจ และสัมผัสวัฒนธรรมอาหารและเครื่องแต่งกาย พวกเราได้สวมชุดไทย รับประทานอาหารไทย และได้เข้าร่วมการละเล่นต่าง ๆ ของไทย นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่า มีประโยชน์และน่าสนใจมาก งานนี้เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ”
หนึ่งในพื้นที่ที่ดึงดูดผู้เข้าชมมากที่สุดคือพื้นที่จัดแสดงชุดไทยดั้งเดิม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีการจัดแสดงพร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับวัสดุ เทคนิคการทอ และความสำคัญทางวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของไทยร่วมสมัยอย่างลึกซึ้ง นางสาว อุรวดี ศรีภิรมย์เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอยเผยว่า
“งานในปีนี้ยังเป็นการเชิดชูเกียรติพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงอุทิศพระชนม์ชีพเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะ การออกแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของราชสำนักสยามเข้ากับความสง่างามสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย: The Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโกในปีนี้ เราหวังว่า จะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนมิตรเวียดนามและสมาชิกขององค์การยูเนสโก”
จากเทศกาลวัฒนธรรม “Thai Festival in Hanoi 2026” กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เปี่ยมด้วยพลังของจิตใจอาเซียน ที่ซึ่งอัตลักษณ์ได้รับการแลกเปลี่ยน ความแตกต่างได้รับการให้ความเคารพ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีไทยที่ดังก้องกังวาลในใจกลางกรุงฮานอย เราสามารถสัมผัสจังหวะหัวใจที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน นั่นคือจังหวะแห่งมิตรภาพ ความเป็นเพื่อน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังใกล้ชิดกันมากขึ้น สีสันที่สดใสของวัฒนธรรม เรื่องราวในชีวิตประจำวัน และการพบปะสังสรรค์เป็นพื้นฐานที่ยั่งยืน มีส่วนร่วมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของประเทศต่างๆ รวมถึงประชาชนเวียดนามและไทยให้มีความแน้นแฟ้นมากขึ้น.
Vietnamese
中文
日本語
한국어
Français
Русский
Deutsch
Español
Bahasa Indonesia
ไทย
ພາສາລາວ
ខ្មែរ
