ภาพการประชุม

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี ฝ่ามมิงชิ้ง ได้กำชับให้ปฏิบัติมาตรการแก้ไขอย่างพร้อมเพรียงเพื่อสร้างความหลากหลายของตลาด ผลิตภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการค้า ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอ 17 ฉบับที่ได้ลงนามไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอื่นๆ และย้ำว่า การทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการทูตในยุคใหม่ ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างเข้มแข็ง

“การทูตเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของการทูตในยุคใหม่ จึงต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจต่างๆ อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมและรอบด้านมากขึ้น ในความเป็นจริง เรายังมีศักยภาพอีกมากเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ ความตกลงของผู้นำระดับสูงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ซึ่งตอนนี้ เอกอัครราชทูต กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด นครและสมาพันธ์สาขาอาชีพต่างๆต้องผลักดันการปฏิบัติ”

นายกรัฐมนตรี ฝ่ามมิงชิ้ง กล่าวปราศรัยในการประชุม

นายกรัฐมนตรี ฝ่ามมิงชิ้ง ได้ระบุว่า ต้องเสร็จสิ้นการเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่ม MERCOSUR และบราซิล ผลักดันการลงนามในข้อตกลงการค้าข้าวกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์และบราซิล พยายามฟื้นฟูการเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่ม GCC และบังกลาเทศ และข้อตกลงการค้าที่ให้สิทธิพิเศษกับปากีสถาน เป็นต้น ผลักดันโครงการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับจีนและเอเชียกลาง ส่งเสริมการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตกับศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศนครโฮจิมินห์ เป็นต้น.

ใน 6 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามได้ลงนามข้อตกลงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 253 ฉบับ งานด้านการทูตได้ช่วยส่งเสริมพลังขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การขยายตัว เป็นฝ่ายรุกในการธำรงและผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับหุ้นส่วนสำคัญๆ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐ อียูและบรรดาประเทศอาเซียน สำนักงานตัวแทนของเวียดนามในต่างประเทศได้ปฏิบัติกิจกรรมการส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวเกือบ 300 กิจกรรม และสนับสนุนท้องถิ่นจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศกว่า 150 กิจกรรม เป็นต้น.