OECD ปรับปรุงการพยากรณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก(Photo: Getty Images)
ในรายงานเกี่ยวกับศักยภาพเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 17 มีนาคม องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ได้ลดการพยากรณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้ให้อยู่ที่ร้อยละ 3.1 ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้วคือร้อยละ 3.2 และอาจลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปีหน้า

ผลกระทบจากสงครามภาษี

OECD เผยว่า สาเหตุของการปรับปรุงการพยากรณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมาจากการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในบางประเทศสมาชิกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาชั้นนำและเพิ่งเกิดใหม่ของโลกหรือ G20 การเพิ่มความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายที่เพิ่มแรงกดดันต่อการลงทุนและการใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งองค์การนี้ยังพยากรณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจต่างๆเพิ่มขึ้นเพราะห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน

นาย Thomas Cormann เลขาธิการ OECD เผยว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการค้าของสหรัฐนับตั้งแต่ที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 20 มกราคม โดยเฉพาะการเปิดสงครามด้านภาษีกับหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหญ่ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ OECD พยากรณ์ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะอยู่ที่ร้อยละ 2.2 ในปีนี้ และร้อยละ 1.6 ในปีหน้า ซึ่งต่ำกว่าการพยากรณ์ก่อนหน้านั้นคือร้อยละ 2.4 และร้อยละ 2.1 ในกรณีที่เกิดสงครามการค้าในรอบด้านกับหุ้นส่วนต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาจต่ำกว่า 0.7 % เมื่อเทียบกับการพยากรณ์ก่อนหน้านั้น ในขณะที่รายจ่ายภาคครัวเรือนของสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อครอบครัว

แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นสองหุ้นส่วนเศรษฐกิจชั้นนำและสองประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐก็ได้รับผลกระทบในทางลบเนื่องจากการตัดสินใจปรับขึ้นภาษีเป็นร้อยละ 25 ของทางการสหรัฐ โดยเฉพาะแคนาดา ซึ่งคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแคนาดาในปีนี้และปีหน้าอาจอยู่ที่ 0.7% ซึ่งตำกว่าการพยากรณ์ก่อนหน้านั้นคือร้อยละ 2 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนอาจอยู่ที่ร้อยละ 1 ซึ่งต่ำกว่าการพยากรณ์ก่อนหน้านั้นคือร้อยละ 1.3 และอาจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าถ้าหากสงครามภาษีระหว่างสหรัฐกับยุโรปรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่สหภาพยุโรปใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากสหรัฐ ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกได้รับการพยากรณ์ว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 4.8 เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการค้ากับสหรัฐที่ยังคงควบคุมได้ สำหรับสถานการณ์ตึงเครียดในปัจจุบัน เลขาธิการ OECD ได้ย้ำว่า ความขัดแย้งทางการค้าไม่นำผลประโยชน์มาให้แก่เศรษฐกิจใดและเรียกร้องให้ประเทศต่างๆส่งเสริมการสนทนาแทนการทำสงครามการค้า

“ผมอยากส่งสารถึงรัฐบาลประเทศต่างๆคือ ต้องให้ความสำคัญต่อการขยายตัวในอนาคต การยกระดับมาตรฐานการครองชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวต่างๆ คือต้องธำรงตลาดที่เปิดกว้างเพื่อให้ตลาดโลกดำเนินไปบนพื้นฐานของระบบการค้า ซึ่งการสนทนาและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

OECD ได้พยากรณ์ว่า การเพิ่มภาษีขึ้นเป็นร้อยละ 10 จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกในปีที่ 2 และปีที่ 3 ลดลงประมาณ 0.3 % ส่วนอัตราเงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 0.4 % ใน 3 ปีต่อจากนี้

ความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์

ในรายงานเกี่ยวกับศักยภาพเศรษฐกิจโลกที่ประกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว OECD มีความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกแต่ยังย้ำถึงภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องถึงความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนในรายงานล่าสุด นาง Rebecca Christie ผู้เชี่ยวชาญของสถาบัน Brugel ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมเห็นว่า ยุโรปยังไม่จัดทำยุทธศาสตร์การรับมือที่สอดคล้องกับนโยบายใหม่จากสหรัฐ โดยทำการตอบโต้ปฏิบัติการของสหรัฐเท่านั้นและยังไม่มีแผนการในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน ความผันผวนล่าสุดที่เกี่ยวข้องถึงการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนและวิธีแก้ไขการปะทะนี้ของทางการสหรัฐได้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจสหรัฐ โดยนาย Oliver Roth จากเครือบริษัทการบริการการเงิน ODDO BHF ที่มีสำนักงานในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเห็นว่า การที่ทางการสหรัฐส่งเสริมการสนทนาโดยตรงกับรัสเซียในระดับสูงสุดเพื่อแสวงหามาตรการแก้ไขการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นสัญญาณในเชิงบวกแต่ความคาดหวังต่อตลาดอาจไม่มีประโยชน์ถ้าหากกิจกรรมทางการทูตนี้ไม่มีก้าวกระโดด

“ทั่วโลกจับตามองการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน เนื่องจากไม่เพียงแต่มีความสำคัญด้านการเมืองต่อประชาชนยูเครนเท่านั้นหากยังเป็นก้าวเดินใหญ่ที่นำไปสู่เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจในยุโรปถ้าหากฝ่ายต่างๆบรรลุข้อตกลงหยุดยิง”

บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า เนื่องจากมีความเป็นไปน้อยที่จะยุติการตอบโต้ด้านภาษีระหว่างสหรัฐกับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ การเพิ่มความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของโลกในเวลาที่จะถึง.