ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน กระแสเงินลงทุน FDI ได้รับการคาดหวังว่าจะสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจในหลายด้าน ตั้งแต่เทคโนโลยี การพัฒนาแหล่งบุคลากรไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ
จากการดำเนินงานของภาคธุรกิจไทยในเวียดนามสะท้อนให้เห็นว่า สถานประกอบการไทยไม่ได้เพียงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังเพิ่มการอบรมบุคลากรชาวเวียดนาม ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคโนโลยี ตลอดจนร่วมมือกับวิศวกรและบริษัทเวียดนามในสาขาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามได้พูดคุยกับนายสุภ ไวศยารัทธ์ Advisory Consultant ของบริษัท Super Energy ประจำเวียดนามและประธานกลุ่มบริษัทพลังงานไทยในเวียดนาม เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ ขอเชิญท่านฟังสาระสำคัญของบทสัมภาษณ์นี้นะคะ
นักข่าว: ในมุมมองของท่าน ซึ่งเป็นทั้งนักลงทุนด้านพลังงานและประธานกลุ่มบริษัทพลังงานไทยในเวียดนาม ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและทิศทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของเวียดนามในปัจจุบันคะ
นายสุภ ไวศยารัทธ์: อันนี้ก็ตอบในสองแง่นะครับ หนึ่งคือในแง่ที่เป็นนักลงทุนด้านพลังงานเอง สองคือตัวเองเป็นประธานของกลุ่มบริษัทพลังงานไทยในเวียดนาม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 บริษัทนะครับที่ลงทะเบียน เราเชื่อว่าน่าจะเข้ามาอีกนะครับ เรื่องนโยบายมาตราที่ 10 ถ้าพูดตามตรงก็คือมันก็คล้ายๆกับในประเทศไทย ก็คือว่าเราไม่ได้อยากจะได้นักลงทุนที่เข้ามา โดยไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการปฏิบัติต่างๆให้ถูกตาม ผมใช้คำว่า ESG แล้วกันนะEnvironment Social Good Government ผมว่ามีความใกล้เคียงกันครับ แล้วที่สำคัญคือ FDI โดยเฉพาะเวียดนาม ประเทศไทยและอาเซียนเราก็มองว่าเป็นกลไกเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้โตไปในอนาคตครับ
นักข่าว: ค่ะ ในการลงทุนและดำเนินธุรกิจในเวียดนาม Super Energy ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เท่านั้น แต่ทางบริษัทฯยังได้เพิ่มบทบาทของบุคลากรชาวเวียดนามในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้นด้วย ขอให้ท่านแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการฝึกอบรม การเปิดโอกาสให้บุคลากรชาวเวียดนาม รวมถึงมุมมองของท่านต่อศักยภาพของวิศวกรและบริษัทเวียดนามที่ Super Energy กำลังร่วมมือด้วยค่ะ
นายสุภ ไวศยารัทธ์: ผมเชื่อว่าอย่างบริษัท Super Energy เองหรือบริษัทที่มาจากไทยเองเราก็พยายามมีการเทรนคนเวียดนามเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างใน บริษัทซุปเปอร์ตอนนี้เหลือคนไทยอยู่แค่ประมาณ 2 คนจากตอนแรกมีหลายสิบคน เท่าที่ทราบหลายบริษัทก็ใช้แนวทางเดียวกัน คือเปิดโอกาสให้กับพนักงานของเวียดนามได้มีโอกาสพัฒนาขึ้นมารับตำแหน่งและบริหารโครงการ ต่อไปบริษัทแม่อาจจะดูแลเรื่องนโยบายเรื่องการลงทุน ส่วนเรื่องการดำเนินการก็น่าจะเป็นของพนักงานที่เวียดนาม
ตอนนี้เท่าที่เราได้ทำงานร่วมด้วยบริษัทในเวียดนาม หลายๆบริษัทก็มีความเด่นเรื่องการทำซอฟต์แวร์ ซึ่งบริษัทซุปเปอร์เองก็ไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ของต่างประเทศที่มาจากประเทศอื่น คือใช้ซอฟต์แวร์ที่มาจากเอนจิเนียร์ของประเทศเวียดนามคิดขึ้นเอง ตอนนี้ก็ยังมีวิศวกรเวียดนามบริษัทเวียดนามก็ไปจับมือกับบริษัทในเมืองไทยเริ่มพัฒนาระบบ SCADA และระบบ Power Control System ซึ่งก็มีการแชร์กัน อันนี้ยืนยันได้ว่ามีการทำจริงๆแล้ว
นักข่าว: นอกเหนือจากงานด้านบุคลากรและเทคโนโลยีแล้ว ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อศักยภาพของเวียดนามในการเข้าร่วมห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคตคะ
นายสุภ ไวศยารัทธ์: เมื่อพูดถึงเรื่องลมชายฝั่งและลมบนบก จะมีการใช้ตัววัตถุดิบเป็นจำนวนมากที่เห็นคือตัวโครงเหล็ก ส่วนเรื่องการผลิตอุปกรณ์ย่อยๆ ซึ่งจะมีเยอะมาก ประเทศเวียดนามสามารถทำได้อยู่แล้วอย่างเช่น สายไฟ โครงเหล็ก ในเวียดนามจะมีเรื่องโซลารูปท็อป ขึ้นมา ตอนนี้ เท่าที่ได้ฟังบริษัทที่ทำอุปกรณ์ที่ใช้ เขาเรียกตัว Mounting เขาก็เริ่มมาเปิดโรงงานในเวียดนามเพราะว่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องภาษีแล้วก็ตัวแผง PV ก็จะมีนำเข้าแค่บางส่วนเขาเรียกตัว Wafer แต่ว่าจะหันมาผลิตและประกอบในเวียดนามเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม มากขึ้น ผมเชื่อว่าด้วยแผนใหม่ในเรื่องการ ลงทุนของ FDI จะส่งผลดีมากๆในประเทศเวียดนามครับ
นักข่าว: จากประสบการณ์ของ Super Energy ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อแนวโน้มความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและเวียดนามในด้านพลังงานและเทคโนโลยีในระยะต่อไปนะคะ
นายสุภ ไวศยารัทธ์: ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่จะมีการใช้พลังงานสีเขียวมากที่สุดในเอเชีย อันนี้ยินดีด้วยนะว่าคนเวียดนามจะได้มีโอกาสใช้ไฟที่มันสะอาดมากขึ้น ถามว่าเราจะมีส่วนร่วมได้ยังไง ผมยกตัวอย่างว่าอย่างโครงการของที่เวียดนามยังไม่มี ยังไม่ได้เริ่มใช้คือการนำ BESS การทำแบตเตอรี่เข้ามาเสริม ตรงนี้ในประเทศไทยเริ่มไปแล้วคือเอาแบตเตอรี่เข้ามาอย่างของ Super Energy ทำที่สระแก้ว ก็ได้มีโครงการที่จะเอาโซล่ามารวมกับแบตเตอรี่เพื่อที่จะเกิดผลมากขึ้นซึ่งเชื่อว่าเวียดนามอาจพัฒนาไปในแนวเดียวกัน ผมไม่อยากใช้คำว่าเราต้องไปเอาแบตเตอรี่ของประเทศผู้ผลิตคนอื่นแต่เราสามารถผลิตซอฟต์แวร์ เราสามารถร่วมกันในการที่จะนำแบตเตอรี่ หรือว่าแผงโซล่ามาใช้ในการพัฒนาได้.
นักข่าว: ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงนะคะ!
