สงครามในเวียดนามได้ผ่านพ้นไปแล้วหลายสิบปีแต่ผลร้ายของสงครามก็ยังยืดเยื้อปรากฎในหลายด้าน สำหรับวันนี้เราอยากเล่าให้ฟังเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินซึ่งได้ที่ใช้เวลากว่า 17 ปีตั้งแต่ 2009-2026 ในการต่อสู้คดีเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินอย่างไม่ย่อท้อ โดยฟ้องร้องบริษัทข้ามชาติ 14 แห่งในข้อหาผลิตและจำหน่ายสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินให้กองทัพสหรัฐใช้ในสงครามเวียดนาม กระบวนการที่เธอมุ่งมั่นนั้นเป็นการพิสูจน์ถึงความพยายามในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องรับผลเสียหายที่ยืดเยื้อจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินหลังสงครามเวียดนาม สำหรับเขาเองไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้คดี แต่การต่อสู้เพื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินก็ยังคงดำเนินต่อไปในหลายรูปแบบ
ในปี 2026 ภาพของผู้หญิงเวียดนามหน้าตาใจดี ผมสีเทา นั่งฟังคำตัดสินของศาลฝรั่งเศสในคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับผลร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินอย่างสงบได้สร้างความตรึงใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก เขาชื่อ เจิ่นโต๊งา(Trần Tố Nga) เป็นอดีตผู้สื่อข่าวภาคสนามที่โดนสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินจากการฉีดพ่นของกองทัพสหรัฐ โดยแทนที่จะยอมทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ เขาได้เลือกลุกขึ้นออกมาเรียกร้องการสนับสนุนจากนานาชาติ และยื่นฟ้องบริษัทข้ามชาติ 14 แห่งในข้อหาผลิตและจำหน่ายสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินให้แก่กองทัพสหรัฐเพื่อใช้ในสงครามเวียดนาม ซึ่งเขาได้เผยถึงแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เขาเดินหน้าบนเส้นทางที่ยากลำบากนี้ว่า
“แม้ว่าประเทศเวียดนามไร้เสียงปืนเสียงระเบิดของสงครามแล้ว แต่ผลกระทบที่ร้ายแรงจากสงครามยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในร่างกายและในชีวิตที่ยากลำบากของผู้ที่โดนสารพิษสีส้มไดอ๊อกซิน แต่เขาเหล่านั้นก็มีความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแรงกล้า ดังนั้น หากเราร่วมใจกันช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ พวกเขาจะมีความสุขและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ว่าจะพิการแขนขาก็ตาม เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้โลกเข้าใจถึงผลที่ร้ายแรงของสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินและอาชญากรรมสงครามเคมี ดังนั้น ตราบใดที่คดียังไม่จบ เราก็จะเดินหน้าสู้ต่อไป”
ด้วยความไม่ย่อท้อและยึดมั่นต่อเป้าหมายในการแสวงหาความยุติธรรมให้กับผู้เคราะห์ร้ายฯหลายล้านคนทั่วโลก คุณเจิ่นโต๊งา จึงได้ยื่นฟ้องและเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีในศาลหลายสิบครั้งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แม้กระทั่งในปี 2021 และ 2024 เมื่อศาล Evry ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในท้องถิ่นของฝรั่งเศสและศาลอุทธรณ์ปารีส ฝรั่งเศส ได้มีคำตัดสินยกฟ้องคดีของเขาเพราะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีโดยอ้างว่าบริษัทเคมีภัณฑ์ทำตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐจึงได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางตุลาการ แต่เขาก็ไม่ท้อถอยโดยร่วมกับทนายความอาสายื่นอุทธรณ์ต่อไป และเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมปี2026 ศาลฎีกาฝรั่งเศสได้ตัดสินใจส่งคดีของเขาไปยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีสูงสุด ซึ่งคุณ เจิ่นโต๊งา บอกว่า “ตอนนี้ คดีนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่าคดีฟ้องร้องทั่วไปแล้ว แต่เป็นประเด็นเหตุผลที่ศาลฎีกาไม่พิจารณาต่อก็เพราะมันเกี่ยวข้องกับหลักการระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงตัดสินส่งไปพิจารณาต่อที่ระบบศาลสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในกระบวนกฎหมายฝรั่งเศส หากเราชนะ คดีของเราจะถูกส่งกลับไปยังศาลอุทธรณ์ จากนั้นศาลฝรั่งเศสจึงจะพิจารณาเนื้อหาของคดี หากเราแพ้ ก็ยอมรับว่ามันจะใช้เวลาอีกหลายปี และดิฉันจะยื่นฟ้องในศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป แต่หากเราชนะ เวียดนามจะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่โลกโดยการช่วยเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้บริษัททุกแห่งที่กระทำความผิดต้องขึ้นศาล.”
ถึงแม้ว่าคุณโต๊งาจะยื่นฟ้องเพียงคนเดียวและต้องกล้าเผชิญหน้ากับบริษัทเคมีภัณฑ์ 14 แห่ง แต่การต่อสู้ของเขาก็ไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้เคราะห์ร้ายนับล้านคน จากองค์กรในประเทศ และจากประชาคมระหว่างประเทศที่ออกมาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของเขาด้วย
“เราชื่นชมคุณ เจิ่นโต๊งา ที่กล้าเดินหน้าในการต่อสู้เพื่อเรียกความยุติธรรมจากบริษัทเคมีภัณฑ์ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกเคารพต่อการต่อสู้เพื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินด้วยเช่นกัน”
ทั้งนี้ คดีความของคุณโต๊งาได้เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญแล้ว แต่ต้องใช้เวลาอีก 6 ถึง 12 เดือนเพื่อให้มีคำตัดสิน นี่เป็นช่วงเวลาเพื่อให้เธอเดินหน้าเผนแพร่เสียงพูดของผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินต่อไป แบ่งปันความทุกข์ทรมานที่เกิดจากสงครามเคมี และรณรงค์หาเงินทุนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เธอได้เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินและความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องทนรับ แต่พวกเขาไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายๆ
“การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการต่อสู้ของเจิ่นโต๊งาคนเดียวแต่ควรถูกมองว่าเป็นการแสวงหาความยุติธรรมให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินที่ไม่ใช่แค่ในเวียดนามเท่านั้นแต่ในทั่วโลกด้วย นั่นคือความปรารถนาข้อหนึ่ง ความปรารถนาข้อที่สองของดิฉันคือการหาความช่วยเหลือให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินหากเราสามารถร่วมปรับปรุงชีวิตของเขาเหล่านั้นได้ก็รู้สึกว่าตัวเองชนะแล้ว เมื่อดิฉันเริ่มต้นเพียงลำพัง คนที่รู้จักเกี่ยวกับสารพิษสีส้มมีไม่มากนักแต่ตอนนี้ เมื่อพูดถึงสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินผู้คนทั่วไปก็เข้าใจมันคืออะไรแล้ว ก็ถือได้ว่าเราชนะ”
"ตอนนี้เมื่อพูดถึงสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินผู้คนทั่วไปก็เข้าใจมันคืออะไรแล้ว ก็ถือได้ว่าเราชนะ" ด้วยจิตใจแห่งความอดทน ความกล้าหาญ ความหวัง และยึดมั่นปฏิบัติจนถึงที่สุด คุณเจิ่นโต๊งา ไม่เคยถอยกลับในกระบวนการทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซิน ตอนนี้เมื่ออยู่ในวัย 84 ปี สุขภาพของเขาก็ทรุดโทรมไปมากแต่สิ่งที่เขาคาดหวังที่สุดคือจะมีคำตอบที่ดี แต่เรื่องที่มีความหมายลึกซึ้งจากชีวิตของคุณโต๊งากับกระบวนการที่ยากลำบากที่เขาดำเนินการนั้นก็เป็นการส่งสารที่ว่า ชีวิตที่สันติสุขที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มาจากการเสียสละของคนรุ่นก่อน ดังนั้น ขอให้รู้จักเคารพและอุทิศหัวใจแห่งความเมตตาในการช่วยเหลือผู้ที่ยังยากลำบาก โดยเฉพาะผู้เคราะห์ร้ายจากสารพิษสีส้มไดอ๊อกซินเพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้./.
