จากการเปลี่ยนผ่านแนวคิด “การเข้าร่วมอย่างแข็งขัน” ไปสู่ “การมีส่วนร่วมเชิงรุก การสร้างสรรค์ และการเป็นผู้นำในด้านที่มีศักยภาพ” เวียดนามได้รับการประเมินว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียนในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 ให้เป็นจริง
นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อปี 1995 เวียดนามให้ความสำคัญกับอาเซียนมาโดยตลอด และยืนยันว่าอาเซียนเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในด้านความมั่นคง การพัฒนา และการต่างประเทศ โดยในตลอด 31 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องด้วยการเสนอข้อริเริ่มที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของอาเซียนและเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 บทบาทของเวียดนามยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นผ่านการเสนอข้อริเริ่มใหม่ ๆ การส่งเสริมฉันทามติ การมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบวาระการประชุมระดับภูมิภาค ตลอดจนการช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือ และการยกระดับเสียงพูดของอาเซียนบนเวทีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ บทบาทเชิงรุกและสร้างสรรค์ของเวียดนามสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน หรือ AMM ครั้งที่ 59 และการประชุมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ในระหว่างวันที่ 19–24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในตลอดการประชุมเกือบ 20 นัด เวียดนามได้เสนอข้อริเริ่มหลายประการเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง และยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานของอาเซียน นาย เกากึมฮวน เลขาธิการอาเซียน ได้ชื่นชมบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามในการขับเคลื่อนภูมิภาคในสภาวการณ์ที่อาเซียนเริ่มดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 เป็นปีแรกว่า
“อาเซียนเพิ่งเริ่มดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 และแผนยุทธศาสตร์ใหม่ทั้ง 4 ฉบับ ด้วยการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเวียดนาม ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาเซียน ผมเชื่อว่าเวียดนามจะมีส่วนร่วมอย่างมากในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ตลอดจนในอีกหลายสาขา นอกจากนี้ เวียดนามยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงของอาเซียนผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งภายในประเทศ ระหว่างเวียดนามกับประเทศสมาชิกอาเซียน และระหว่างเวียดนามกับประเทศนอกภูมิภาค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าเวียดนามเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของอาเซียน"
นอกจากการมีบทบาทสำคัญภายในอาเซียนแล้ว เวียดนามยังสร้างผลงานโดดเด่นในฐานะ ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์ โดยเป็นประธานในการเจรจาและผลักดันให้มีการอนุมัติแผนปฏิบัติการและแถลงการณ์ร่วมหลายฉบับ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในปีแรกของการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045
ทั้งนี้ ฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของเวียดนามกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วให้เป็นเวทีที่เปิดกว้างและครอบคลุม เชื่อมโยงผู้แทนจากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และเยาวชน เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาระยะยาวของอาเซียน ซึ่งกิจกรรมนี้สร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น พร้อมทั้งกลายเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีประโยชน์และเป็นรูปธรรม ซึ่งมีส่วนสนับสนุนกระบวนการกำหนดนโยบาย การส่งเสริมความร่วมมือ และการเสริมสร้างบทบาทเป็นศูนย์กลางของอาเซียน นาง Sarah Al Bakri Devadason เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำอาเซียน ให้ข้อสังเกตว่า
“ฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียนเป็นข้อริเริ่มที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของเวียดนาม แก่นสำคัญของหัวข้อการประชุมมุ่งเน้นเรื่องความเป็นเอกภาพ ความครอบคลุม และความสามารถในการฟื้นฟู ซึ่งล้วนสอดคล้องกับอาเซียนและประเทศสมาชิก อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของหลักการพื้นฐานของอาเซียน”
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมากต่ออาเซียน เอกอัครราชทูตมาเลเซียเห็นว่า ฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียนได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ครอบคลุม และสร้างสรรค์เกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่
อีกหนึ่งจุดเด่นที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือประเทศคู่เจรจาระหว่างประเทศนับวันให้ความสำคัญกับบทบาทของเวียดนามมากขึ้นในฐานะสมาชิกอาเซียนที่มีจุดยืนสมดุล มีความรับผิดชอบ และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศคู่เจรจากับอาเซียน พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการรับมือกับความท้าทายร่วมของภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ศาสตราจารย์ Hikmahanto Juwana อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย Jenderal Achmad Yani ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า
“ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังไม่ได้สร้างผลกระทบอย่างเด่นชัดต่อประเทศสมาชิกอาเซียนเท่าที่ควร ผมเห็นว่า หากอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค สามารถร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และทำให้ความร่วมมือนั้นเป็นต้นแบบสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการผลักดันให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นเอกภาพ นี่คือปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่และการพัฒนาของทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด”
ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คล่องตัว มีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เวียดนามก็มีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่รวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน
ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว เวียดนามจะยังคงเดินหน้าร่วมกับอาเซียน พร้อมมีส่วนร่วมในเชิงรุก มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพในการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีการบูรณาการ พึ่งตนเอง ยั่งยืน และยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งมีบทบาทในการร่วมสร้างสรรค์และเป็นผู้นำในด้านที่เวียดนามมีศักยภาพ.
