ปี 2026 รำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทย ในตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้มีการพัฒนาอย่างดีงามและในปัจจุบันทั้งสองประเทศได้กลายเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนชั้นนำของกันในภูมิภาคและทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" ในกรอบการเยือนไทยเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือและเห็นพ้องเกี่ยวกับเนื้อหาสำคัญต่างๆที่กำหนดแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคตและหลังจากนั้น 10 วัน การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียน ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะได้รับการยกระดับมากขึ้นในอนาคต นี่ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำสองประเทศเท่านั้นหากยังเป็นการตอกย้ำถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งไทยและเวียดนามกำลังยืนยันสถานะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ทักษะความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจและอนาคตของอาเซียน นาย ฝ่ามเวียดหุ่ง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ได้เผยว่า
“การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของเวียดนามแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในระดับสูงของไทยต่อความสัมพันธ์กับเวียดนามและความคิดริเริ่มของประเทศต่างๆ รวมทั้งเวียดนามเพื่อส่งเสริมการสนทนาและมาตรการร่วมของอาเซียนเพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน สร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่นับวันสามัคคีและเข้มแข็งมากขึ้น นี่เป็นโอกาสเพื่อให้ไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และจุดยืนของตนในการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซีย"
ฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียนหรือ AFF เป็นข้อคิดริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามที่ประกาศอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 43 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนกันยายน 2023 ในกรอบฟอรั่มอนาคตแห่งอาเซียนครั้งนี้ ณ กรุงฮานอย บรรดาผู้นำได้หารือเกี่ยวกับการสร้างสรรค์อาเซียนให้แข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวนของโลก ไทยและเวียดนามเป็นสองประเทศที่มีสถานะและบทบาทที่สำคัญในอาเซียน มีศักยภาพในการมีส่วนร่วมเสริมสร้างความสามัคคีภายในกลุ่ม การสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่มีเสียงพูดเดียวกัน มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการมีส่วนร่วมของความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างเวียดนามกับไทยในการส่งเสริมความเห็นพ้องและบทบาทการนำของอาเซียนในระยะต่อไป เอกอัครราชทูต ฝ่ามเวียดหุ่ง ได้เผยว่า
“ทั้งสองประเทศสามารถประสานงานกันเพื่อส่งเสริมความสามัคคีและความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อาเซียนธำรง เสริมสร้าง และส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลาง ในกระบวนการร่วมมือทั้งภายในกลุ่มและในภูมิภาค อีกประการหนึ่งคือ ทั้งสองประเทศต่างมีเป้าหมายร่วมเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การศึกษา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การพบปะสังสรรค์ระดับประชาชน และการพัฒนาแหล่งบุคลากร ซึ่งเป็นด้านที่เวียดนามและอาเซียนสามารถแบ่งปันร่วมกัน และแบ่งปันกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างสรรค์อาเซียนที่นับวันเชื่อมโยงกันและยั่งยืน”
สำหรับการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามกับไทยต่อวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 ดร. มรกตวงศ์ ภูมิพลับ จากสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประเมินว่า
“วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 ไม่ได้เน้นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเน้นถึง การค้ำประกันให้อาเซียนธำรงสถานะในสภาวการณ์ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสภาวการณ์นี้ การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเวียดนามมีความสำคัญพิเศษ ในฐานะเป็นสองประเทศในกลุ่มประเทศอำนาจปานกลางที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่ม ไทยและเวียดนามเป็นตัวแทนของเกือบ 1 ใน 3 ของ GDP และประชากรของอาเซียน ซึ่งสร้างศักยภาพความร่วมมืออีกมาก สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ทั้งสองประเทศต่างแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ผลักดันการผสมผสานด้านเศรษฐกิจ และปกป้องบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในโครงสร้างภูมิภาค ความสัมพันธ์หุ้นส่วนระหว่างเวียดนามกับไทยอาจมีส่วนร่วมต่อวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ”
ครึ่งศตวรรษได้ผ่านพ้นไป เวียดนามและไทยได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะมีส่วนช่วยในการค้ำประกันอนาคตที่มั่นคงและรุ่งเรืองของอาเซียน.
