ตามการประเมินของนาย Uch Leang ในสภาวการณ์ที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน อาเซียนยังคงยืนยันบทบาทการเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่คล่องตัวมากที่สุดของโลก สำหรับบทบาทของอาเซียนต่อการพัฒนาของเวียดนามและกัมพูชา นาย Uch Leangระบุว่า อาเซียนได้นำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมในหลายด้าน เช่น ขยายตลาดส่งออก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งบุคลากรและเข้าร่วมห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค เป็นต้น

“ปัจจุบัน อาเซียนมีขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะที่กลุ่มอาเซียน+3 ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 4.5 ในปี 2025 ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและความต้องการที่นับวันเพิ่มสูงขึ้นต่อสินค้าการเกษตร ป่าไม้และสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นด้านที่ทั้งเวียดนามและกัมพูชามีความได้เปรียบในการแข่งขัน”

นาย Uch Leang ได้ย้ำถึงความสามัคคีระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาในหลายปีที่ผ่านมา โดยเห็นว่านี่คือตัวอย่างในภูมิภาค ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านฉันท์พี่น้อง เวียดนามและกัมพูชาได้ร่วมกันก้าวผ่านความท้าทาย สนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกระบวนการพัฒนาและผสมผสานเข้ากับกระแสโลก รวมทั้งในการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนและในการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ทั้งเวียดนามและกัมพูชาต่างมีส่วนร่วมที่สำคัญ

“ในส่วนของเวียดนาม นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม มีลักษณะสร้างสรรค์และทันการณ์เพื่อผลักดันกระบวนการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียน มีส่วนร่วมเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและยกระดับความสามารถในการรับมือของภูมิภาคต่อความท้าทายหลากหลายมิติในปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบจากการปะทะในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และห่วงโซ่อุปทานโลก ในส่วนของกัมพูชา นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้เน้นถึงความจำเป็นในการธำรงความสามัคคีภายในกลุ่มและแสวงหามาตรการแก้ไขร่วมต่อความท้าทายด้านความมั่นคงต่าง ๆ รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหาร ผู้นำกัมพูชายังสนับสนุนความร่วมมือในการเดินเรือ การรับมือภัยธรรมชาติและการส่งเสริมสันติภาพกับเสถียรภาพในเขตชายแดนผ่านการเจรจาอย่างสันติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันของอาเซียน”

การมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรมและคล้ายคลึงกันของเวียดนามและกัมพูชาได้มีส่วนร่วมที่สำคัญต่อการอนุมัติเอกสารสำคัญๆ ของการประชุม เช่น พิธีสารเซบู แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือในการเดินเรือและรับมือวิกฤตในตะวันออกกลาง การมอบอำนาจให้แก่เยาวชนในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับการรับมือด้านสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือในการรับมือภัยธรรมชาติและพิธีสารเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านอย่างรอบด้าน สำหรับแนวโน้มในอนาคต นาย Uch Leang ได้เสนอบางประเด็นที่ควรได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ในกรอบความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสองประเทศและการพัฒนาของอาเซียน

“เวียดนามและกัมพูชาสามารถขยายความร่วมมืออย่างกว้างลึกในหลายด้านที่ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งก่อนอื่นคือการค้าและการลงทุนที่ถือเป็นสาขาหลักและมีศักยภาพมากที่สุด ทั้งสองประเทศกำลังมุ่งสู่เป้าหมายให้มูลค่าการค้าทวิภาคีบรรลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สองคือ เวียดนามกำลังมีอัตราการขยายตัวที่น่าประทับใจ โดย GDP ในปี 2025 เติบโตมากกว่าร้อยละ 8 และมีศักยภาพที่จะบรรลุร้อยละ 10 หรือมากกว่านั้นในปีต่อ ๆ ไป กลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่คล่องตัวมากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งเป็นโอกาสดีให้กัมพูชาใช้ประโยชน์จากรูปแบบ “เวียดนาม + กัมพูชา” หรือ “เวียดนาม +1” การพัฒนาอย่างเข้มแข็งของเวียดนามจะก่อให้เกิดผลในเชิงบวก ช่วยให้กัมพูชาดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและเข้าร่วมห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคอย่างลงลึกมากขึ้น”

นาย Uch Leang แสดงความเชื่อมั่นว่า การขยายความร่วมมือทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาและความร่วมมือในอนุภูมิภาคไม่เพียงแต่จะสร้างพลังขับเคลื่อนในการขยายตัวของแต่ละประเทศเท่านั้น หากยังจะกลายเป็นตัวอย่างให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ อีกด้วยเพื่อมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่สามัคคี พึ่งตนเองอย่างแข็งเกร่งและเจริญรุ่งเรือง.