พาโนรามาของเขตเมือง Ciputra. (Foto: ciputraHanoi.com.vn)

ห่างจากใจกลางกรุงฮานอย 8 กม. และท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย 21 กม. มีพื้นที่ 323 เฮกตาร์ รวมตึกสูง 34 อาคาร และเขตย่อยอีก 10 แห่ง ของเขตเมือง นามทังลอง หรือ Ciputra Hanoi Internasional City ได้สร้างโฉมหน้าใหม่ให้กับนครหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนเขตเมืองใหม่แห่งแรกระหว่าง Ciputra Grup ของอินโดนีเซียกับกลุ่มบริษัทลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเขตเมือง UDIC ของเวียดนามที่ได้มีการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2022 นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนอื่นๆ เช่น โรงแรม Pull Man อาคารสำนักงาน Horison ณ ถนนก๊าดลิง ในกรุงฮานอย ซึ่งทุกโครงการในตลอดกว่า 30 ปีแห่งความร่วมมือและพัฒนากรุงฮานอย บริษัท Ciputra Ha Noi สังกัดเครือบริษัท Ciputra Viet Nam ถือเป็นหลักฐานแห่งความสำเร็จของสถานประกอบการอินโดนีเซียในเวียดนาม ปัจจุบัน บริษัท Ciputra Ha Noi กำลังขยายความร่วมมือกับบริษัทเวียดนาม เพื่อค้นหาสถานที่สำหรับโครงการก่อสร้างบ้านพักอาศัยโครงการใหม่ในกรุงฮานอย นาย Thong Suprobo Antono ผู้จัดการใหญ่ของโครงการฯ แสดงความเห็นว่า

“เวียดนามและอินโดนีเซียยังมีโอกาสความร่วมมือด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่อีกมากเนื่องจากทั้งสองประเทศมีการพัฒนามามากแล้ว โดยความต้องการที่อยู่อาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีสำหรับนักธุรกิจของทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ปัจจุบัน พวกเรากำลังร่วมมือกับบริษัทเวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุนต่างชาติเมื่อเข้ามาลงทุนในเวียดนาม เหมือนที่นักลงทุนเวียดนามอยากเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียก็ควรที่จะจับมือกับบริษัทท้องถิ่นในพื้นที่”

โรงงาน Japfa ในจังหวัดหวิงฟุก

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ทางภาคใต้ของเวียดนาม บริษัท Japfa Comfeed Viet Nam จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจภาคปศุสัตว์ ก็เป็นหนึ่งในสถานประกอบการอินโดนีเซียที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในเวียดนาม โดยบริษัทได้ลงทุนในตลาดเวียดนามตั้งแต่ปี 1996 ในรูปแบบร่วมทุนกับเครือบริษัทVietnam Livestock Corporation จนถึงปัจจุบัน บริษัท Japfa Comfeed Viet Nam มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ สัตว์ปีก และสัตว์น้ำ ทั้งหมด 8 โรงงานในหลายจังหวัดและเมือง เช่น หวิงฟุก หว่าบิ่ง ท้ายบิ่ง บิ่งดิ่ง บิ่งถ่วน บิ่งเฟือก ลองอาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีความร่วมมือกับฟาร์มเพาะเลี้ยงปศุสัตว์และสัตว์ปีกกว่า 1,400 แห่ง พร้อมบริหารจัดการเครือร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ภายใต้แบรนด์ Japfa Best นาย Tommy Manawan ผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัท Japfa Comfeed Viet Nam จำกัด เผยว่า

“ในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทของพวกเรากำลังประกอบกิจการด้านปศุสัตว์ ดังนั้น หนึ่งในส่วนงานที่สามารถดำเนินการได้ระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซียคือการหาทางนำเข้าอาหารสัตว์จากอินโดนีเซียมายังเวียดนาม เช่น ข้าวโพด หรือก่อนหน้านี้ก็คือน้ำมันมะพร้าว ซึ่งปัจจุบัน พวกเรากำลังผลิตในเวียดนามแล้ว บริษัทฯ ได้วางแผนขยายรูปแบบธุรกิจเพื่อสามารถจำหน่ายสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง เนื่องจากพวกเรามีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิต ขณะที่ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ในเวียดนามอยู่ในระดับที่สูงมากๆ ซึ่งมีศักยภาพอย่างมากสำหรับพวกเรา"

พิธีเปิดตัว Xanh SM ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (Foto: xanhsm.com)

นี่เป็นตัวอย่างสองบริษัทอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในตลาดเวียดนาม โดยในทางกลับกัน ตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรอยู่ที่ราว 300 ล้านคน มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงกลุ่มบริษัทเวียดนาม ปัจจุบัน ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศแผนงานการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวด้วยวิธีการที่สำคัญๆ หลายประการ โดยตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงร้อยละ 29 ภายในปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 24,720 แห่งภายในปี 2030 ถือเป็นโอกาสที่กลุ่มบริษัท Vinfast ได้เล็งเห็นในการพัฒนาแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ นาย เหงวียนดิ่งเชี้ยน ผู้จัดการฝ่ายการลงทุน บริษัท Vinfast Trading & Production Joint Stock Company ได้ประเมินเกี่ยวกับศักยภาพความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซียกับเวียดนาม รวมถึงศักยภาพของตลาดอินโดนีเซียสำหรับ Vinfast ว่า

“เวียดนามและอินโดนีเซียมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทั้งขนาดประชากร สัดส่วนประชากรที่เป็นเยาวชน และศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมหลายประการ ดังนั้น สำหรับกลุ่มบริษัทเวียดนาม รวมถึงบริษัท Vinfast เอง การพัฒนาตลาดอินโดนีเซียจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม โดย Vinfast ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดที่เปิดกว้างและจะมีการพัฒนาอย่างแข็งแกร่งที่สุดในด้านยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งศักยภาพในการพัฒนาสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้ายังมีอีกมาก”

จากการเปิดตัวให้บริการในอินโดนีเซียเมื่อเดือนธันวาคมปี 2024 บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า XanhSM ของบริษัท GSM GREEN AND SMART MOBILITY ในเครือ Vinfast นับวันสานฝันพิชิตตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากร 300 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้านี้ ทาง Vinfast ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต 500,000 คันต่อปี ในพื้นที่ 171 เฮกตาร์ ณ เขตซูบัง จังหวัดชวาตะวันตก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มกระบวนการผลิตในไตรมาส 4 ปี 2025

นอกจาก Xanh SM แล้ว เชนห้างจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Erablue ของกลุ่มบริษัท MOBILE WORLD INVESTMENT CORPORATION ที่ร่วมทุนกับเครือ Erajaya ของอินโดนีเซีย กำลังเป็นจุดเด่นของธุรกิจใหม่ ด้วยการเปิด 100 สาขาภายในเวลา 2 ปี โดยบรรดาผู้บริหารของบริษัทค้าปลีกแห่งนี้ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นเจ้าของร้านค้า 500 แห่ง พร้อมรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย หรือความร่วมมือระหว่างเครือบริษัท FPT เวียดนามกับ Metrodata Electronics ของอินโดนีเซียใน PT FPT Metrodata Indonesia (FMI) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชั่นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ คลาวด์ เป็นต้น ในอินโดนีเซีย ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า และยังมีสถานประกอบการเวียดนามอีกมากมาย เช่น เครือบริษัท TH True Milk เครือบริษัท Sunhouse กลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้าง Coteccons กลุ่มบริษัท Thiên Long กลุ่มบริษัท Tôn Đông Á ที่กำลังดำเนินโครงการลงทุนและประกอบธุรกิจต่างๆ หลายโครงการในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ สามารถเห็นได้ว่า องค์กรธุรกิจของทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียได้ตั้งความหวังอย่างมากกับตลาดที่มีศักยภาพ โดยประชากรของทั้งสองประเทศคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรอาเซียนทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม และเวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของอินโดนีเซียในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าต่างตอบแทนยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ขยับขึ้นเป็น 1 หมื่น 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยเฉพาะการยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านหลังการเยือนกรุงจาการ์ตาของเลขาธิการใหญ่พรรคฯ โตเลิม เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซียให้บรรลุเป้าหมายที่ 1 หมื่น 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเร็ว.