บรรดาวิทยากรที่เข้าร่วมฟอรั่ม

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 ณ กรุงมะนิลา เมื่อปี 2017 ประเด็นเศรษฐกิจใส่ใจ การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ และการเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้สตรี ซึ่งเป็นแรงงานหลักในงานด้านการดูแลผู้สูงอายุ ได้รับการหยิบยกหารืออย่างกว้างขวางมาหลายครั้ง โดยในงานสัมมนาทางออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจใส่ใจและแรงงานให้การดูแลในอาเซียน” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดร. San San Aye จากกระทรวงสวัสดิการสังคมของเมียนมา เผยว่า มีความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ๆ ในการประกาศเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจใส่ใจ เช่น แผนปฏิบัติการการบูรณาการเพื่อเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้แก่สตรี (ปี 2017) กรอบงานอาเซียนด้านเศรษฐกิจใส่ใจ (ปี 2021) และล่าสุดคือ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจใส่ใจและการเสริมสร้างภูมิต้านทานภายหลังปี 2025 สำหรับประชาคมอาเซียน(ปี 2024) ซึ่งผ่านชุดเอกสารเหล่านี้ อาเซียนได้ยืนยันถึงความสำคัญของเศรษฐกิจใส่ใจว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความกว้างขวางและหลากหลาย พร้อมกำหนดแนวทางเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการจัดทำและดำเนินนโยบาย รวมถึงข้อคิดริเริ่มด้านการดูแลในระดับภูมิภาค

ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจใส่ใจและการเสริมสร้างภูมิต้านทานภายหลังปี 2025 ได้สะท้อนให้เห็นถึงคำมั่นร่วมกันของบรรดาประเทศสมาชิกในการยกระดับวิสัยทัศน์และคุณค่าของงานการดูแลให้เป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยังเน้นถึงบางยุทธศาสตร์ที่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การสร้างระบบเศรษฐกิจใส่ใจที่มีการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล รวมถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจใส่ใจกับประเด็นที่ท้าทายใหม่ ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาโรคระบาด และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

ฟอรั่มถูกจัดขึ้นผ่านรูปแบบออนไลน์

ท่ามกลางสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังสร้างความท้าทายครั้งใหญ่มากมายให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในการรักษาคุณภาพแรงงานด้านการดูแล ตามรายงานสถิติจากงานสัมมนาฯ ระบุว่า ภายในปี 2050 หลายประเทศในอาเซียนจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยอยู่ที่เกือบร้อยละ 30 ในขณะที่จำนวนแรงงานที่ดูแลผู้สูงอายุกลับลดลง ตรงกันข้ามกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องวางแผนการและพัฒนาแรงงานในด้านนี้ ซึ่งในนั้น แรงงานข้ามชาติมีบทบาทที่สำคัญ นาย หวูเชี้ยนทั้ง (Vũ Chiến Thắng) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการภายใน เผยว่า

ปัจจุบัน มีแรงงานข้ามชาติประมาณ 10 ล้านคนที่กำลังอาศัยและทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยพวกเขาไม่เพียงแค่มีส่วนร่วมที่สำคัญต่อเศรษฐกิจใส่ใจเท่านั้น แต่ยังทำในส่วนที่ขาดแคลนแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานท้องถิ่นไม่อยากรับทำ ซึ่งมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระให้กับระบบการดูแลภายในประเทศ และยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะใหม่ ๆ

ส่วนนาง Aline Sana ผู้อำนวยการศูนย์รณรงค์สิทธิแรงงานข้ามชาติประจำประเทศฟิลิปปินส์ ได้แสดงความเห็นว่า ความรู้และทักษะของแรงงานข้ามชาติด้านการดูแลผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้พวกเขามีรายได้น้อยและขาดระบบสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสม

ในอาเซียน มีบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ เช่น บันทึกความเข้าใจระหว่างฟิลิปปินส์กับสิงคโปร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ บันทึกความเข้าใจระหว่างอินโดนีเซียกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับการฝึกอบรมผู้ดูแล บันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชากับมาเลเซียและบันทึกความเข้าใจระหว่างมาเลเซียกับอินโดนีเซียสำหรับกลุ่มแรงงานแม่บ้านข้ามชาติ แต่แน่นอนว่า ก็ยังมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีสถานะทางกฎหมาย ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การโดนเอาเปรียบหรือไม่ได้รับค่าจ้าง

เพื่อรับมือกับโจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจใส่ใจและแรงงานในด้านนี้ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมของรัฐบาลแต่ละประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล การคุ้มครองสิทธิแรงงานด้านการดูแล และการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ ส่วนดร. Navarat Temsumrit จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เสนอมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน ว่า

อาเซียนควรประสานงานร่วมเพื่อกำหนดมาตรฐานการดูแลที่สอดคล้องกันและรับรองคุณวุฒิของแรงงานผู้ดูแลในภูมิภาคซึ่งกันและกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การเคลื่อนย้ายแรงงานด้านการดูแล นอกจากนี้ ควรมีการแบ่งปันข้อมูลและนโยบาย พร้อมทำวิจัยร่วมเกี่ยวกับแนวโน้มประชากร และท้ายที่สุดคือ การสร้างสนธิสัญญาการดูแลอาเซียนเพื่อเป็นกรอบนโยบายด้านการดูแลระดับภูมิภาคที่ครอบคลุม มีการคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ และยั่งยืน

ทั้งนี้ การประชุม “New Frontiers in the Care Economy” จะมีขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และเชื่อว่า เศรษฐกิจใส่ใจจะยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนับวันเสริมสร้างความสามัคคี ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาคมอาเซียนในอนาคต./.