แขวงกี่เหลื่อ ไม่เพียงมีชื่อเสียงจากโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ยังคงรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีส่วนสร้างเสน่ห์ให้กับการท่องเที่ยวจังหวัดหล่างเซินในปัจจุบัน

มีดินแดนบางแห่งที่ทำให้ผู้คนจดจำด้วยทิวทัศน์อันงดงาม ขณะที่บางแห่งกลับทำให้ผู้คนประทับใจและอยากหวนกลับมา เพราะเรื่องราวที่ได้รับการสืบทอดและรักษาไว้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแขวงกี่เหลื่อ จังหวัดหล่างเซิน ก็เป็นหนึ่งในสถานที่เช่นนั้น

ท่ามกลางวิถีชีวิตของเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทุกวัน แขวงกี่เหลื่อยังคงรักษาเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอาไว้ได้ เช่น เสียงระฆังวัดแถ่งในยามเช้าตรู่ กลิ่นธูปหอมบริเวณวิหารศาลเจ้าต๊าฝู ตลาดที่มีอายุนานนับร้อยปี หรือแม้แต่ลวดลายอันประณีตบนผืนผ้าของชนเผ่าหนุ่งฝ่านสลิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้แขวงกี่เหลื่อไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของจังหวัดหล่างเซินด้วย

วิหารศาลเจ้าต๊าฝู่ตั้งอยู่ในใจกลางแขวงกี่เหลื่อมากว่าสามศตวรรษ ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ที่ประชาชนเดินทางมากราบไหว้และจุดธูปขอพรในช่วงต้นปีเพื่อขอให้ชีวิตมีความสุขและพืชผลทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ โดยสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมเก่าแก่หรือรูปปั้นที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของขุนนาง เทิน กง ต่าย ผู้มีคุณูปการในการบุกเบิกพื้นที่ชายแดนและพัฒนาตลาดกี่เหลื่อให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่คึกคักในอดีต นายดั่ง มิงห์ ถ่วน สมาชิกประจำศาลเจ้าต๊าฝู แขวงกี่เหลื่อ จังหวัดหล่างเซิน กล่าวว่า

“ศาลเจ้าต๊าฝูไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อบูชาบุคคลในตำนาน แต่เป็นการบูชาบุคคลจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ที่หล่างเซิน ท่านได้สร้างคุณูปการไว้เป็นอย่างมากทั้งรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงบริเวณชายแดนหล่างเซินในเวลานั้นและชักชวนประชาชนในพื้นที่ รวมถึงผู้คนจากชุมชนต่างๆทางฝั่งจีนให้เข้ามาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ จากเดิมที่เป็นป่าเขารกทึบจนสามารถก่อตั้งย่านตลาดกี่เหลื่อได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17”

เมื่อเจาะลึกหมู่บ้านต่างๆในแขวงกี่เหลื่อ ยังคงพบเห็นสตรีชนเผ่าหนุ่งฝ่านสลิ่งที่ยังคงสืบสานงานปักผ้าแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งไม่มีเครื่องจักรใดสามารถทดแทนฝีมือของพวกเธอได้ โดยแต่ละลวดลายบนเสื้อผ้า ผ้าคลุม หรือถุงผ้า ล้วนปักด้วยมือเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาป่าไม้ ฤดูเก็บเกี่ยว และวิถีชีวิตของชนเผ่าหนุ่งในเขตชายแดน ช่างฝีมือ ห่า ถิ เทิม ซึ่งอาศัยอยู่ที่กลุ่มเหิ่บเติน แขวงกี่เหลื่อ จังหวัดหล่างเซิน กล่าวว่า

“อาชีพหัตถกรรมนี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ตั้งแต่ยังเด็ก ดิฉันได้เห็นปู่ย่าตายายและพ่อแม่ปลูกฝ้าย ทอผ้า และย้อมผ้าเป็นสีดำเพื่อนำมาทำเสื้อผ้า ส่วนการทำถุงผ้า ก็จะตัดจากผ้าสีดำเป็นชิ้น ๆ แล้วใช้วิธีการปักด้วยมือทั้งหมด"

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวัฒนธรรมเห็นว่า คุณค่าของแขวงกี่เหลื่ออยู่ที่การผสมผสานระหว่างความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสร้างเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา นาย เหงียน กวาง จุง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในเวียดนาม ให้ข้อสังเกตว่า

“แขวงกี่เหลื่อจำเป็นต้องมีแหล่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ตั้งแต่ผู้ดูแลโบราณสถาน ประชาชนในท้องถิ่นไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งต้องทำหน้าที่สื่อสาร ประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และที่มาของศาลเจ้า วัดวาอารามและโบราณสถานต่างๆแก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งแนะนำวิธีการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณควรยึดเทศกาลพื้นเมืองเป็นหัวใจสำคัญเพราะเทศกาลเหล่านี้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม"

ส่วนทางการท้องถิ่นกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการยกระดับคุณภาพการให้บริการ นางโห่ถิโต๊ะเวียน รองประธานคณะกรรมการประชาชนแขวงกี่เหลื่อ จังหวัดหล่างเซิน กล่าวว่า

“สำหรับการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในแขวงกี่เหลื่อ ในระยะต่อไป ทางการท้องถิ่นจะมีการลงทุนในบางด้าน เช่น วัดบั๊กงาจะขยายพื้นที่โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ นอกจากการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณแล้ว เรายังจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์การผลิตงานหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะงานเย็บปักถักร้อยของชนเผ่าหนุ่งฝ่านสลิ่งในพื้นที่อีกด้วย"

ทั้งนี้ ดินแดนแห่งหนึ่งจะมีเสน่ห์อย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมีเรื่องราวให้เล่าขาน สำหรับแขวงกี่เหลื่อก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถสัมผัสและรับฟังเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่จากแขวงกี่เหลื่อไป ผู้คนจึงมักนำบางสิ่งบางอย่างติดตัวกลับไปด้วย โดยไม่ใช่เพียงความทรงจำจากการเดินทาง แต่ยังเป็นความทรงจำเกี่ยวกับผืนดินที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดหล่างเซินไว้ได้ท่ามกลางกระแสชีวิตในปัจจุบัน./.