ท่ามกลางสภาวการณ์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น การผลิตชาออร์แกนิคไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้แก่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างแบรนด์แหล่งผลิตชาท้ายเงวียน โดยเฉพาะตำบลโวแจง ให้มุ่งสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
ตำบลโวแจงเป็นพื้นที่ปลูกชาที่สำคัญของจังหวัดท้ายเงวียน โดยมีพื้นที่ปลูกชามากกว่า 2,600 เฮกตาร์ มีหมู่บ้านหัตถกรรมแบบดั้งเดิมหลายสิบแห่ง และมีปริมาณผลผลิตชาใบสดอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของจังหวัด โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากการผลิตตามมาตรฐาน VietGAP แล้ว ท้องถิ่นยังได้ทยอยพัฒนาพื้นที่ปลูกชาออร์แกนิค เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ไม่เหมือนวิธีการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ในการผลิตชาออร์แกนิค ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่ขั้นตอนการปรับปรุงดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีชีวภาพ ไปจนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าและใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตนานกว่า แต่ในทางกลับกัน มูลค่าทางเศรษฐกิจและศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ก็เพิ่มสูงขึ้น นายบุ่ย เฟือง ถาว รองประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลโวแจง จังหวัดท้ายเงวียน กล่าวว่า:
“เรามุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเกษตรสีเขียว ซึ่งพืชหลักคือชา เราระดมแหล่งพลังในด้านต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมงานประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร รวมถึงการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบัน เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ OCOP สำหรับผลิตภัณฑ์ชาของตำบลโว แจงได้แล้ว 15 ผลิตภัณฑ์”
ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาของภาครัฐกำลังสร้างแรงผลักดันให้เกษตรกรจำนวนมากกล้าปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตมากขึ้น หากในอดีตผู้ปลูกชาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปริมาณผลผลิตเป็นหลัก ปัจจุบันเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการพัฒนาอย่างยั่งยืนกลับได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งเพื่อให้ชาที่ผลิตแบบออร์แกนิคมีคุณภาพดี สหกรณ์การเกษตรบางแห่งได้ลงทุนพัฒนาระบบการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกชา การแปรรูป ไปจนถึงการชงชาและการบริโภค ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูกวัตถุดิบไปจนถึงการแปรรูปและการจำหน่าย นายวู แถ่ง เทิม ผู้อำนวยการสหกรณ์ชาสะอาด ดาตฟาต ตำบลโวแจง จังหวัดท้ายเงวียน กล่าวว่า
“เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ชาที่มีรสชาติดีที่สุด ทางสหกรณ์เลือกใช้พันธุ์ชา กิมเตวียน มาผลิตเป็นชาดำ ขณะเดียวกันยังมีพันธุ์ชาอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ชาพันธุ์ลูกผสม F1 ชาดิง และ ชา Tôm nõn หรือชาที่ใช้แค่ยอดอ่อนใบชา สำหรับชาที่ได้รับมาตรฐาน OCOP ระดับ 4 ดาวนั้น ตั้งแต่ขั้นตอนการดูแลจนถึงการแปรรูป จะต้องปฏิบัติตามกระบวนการที่เข้มงวด โดยทางสหกรณ์ฯยังให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่มาเยี่ยมชม สัมผัสประสบการณ์ และชิมชา โดยทุกคนต่างชื่นชมคุณภาพของชา และซื้อกลับไปในปริมาณไม่น้อย”
นอกจากสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว เนินชาเขียวขจียังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับผู้มาเยือน จากเดิมที่นักท่องเที่ยวเพียงซื้อผลิตภัณฑ์ชา ปัจจุบันหลายคนต้องการสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง ทั้งการเก็บใบชา การคั่วชา การชิมชา และเรียนรู้วัฒนธรรมชาของจังหวัดท้ายเงวียน คุณ เหงวียน ห่ง ทั้ง นักท่องเที่ยวจากจังหวัดลาวกาย และนาง จู ถิ โด๊ะ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดท้ายเงวียน กล่าวว่า
“ชาท้ายเงวียนถือเป็นจุดแข็งและมีชื่อเสียงมานานแล้ว หากต้องการให้แบรนด์ชาเป็นที่รู้จักไม่เพียงในประเทศ แต่ในระดับนานาชาติด้วย เราจำเป็นต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเวียดนามให้มาเยือนที่นี่มากขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มลองชาและช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมชา”
“โวแจงมีแหล่งปลูกชาแคโก๊ก ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าชาชั้นเลิศของจังหวัดท้ายเงวียน ปัจจุบัน จังหวัดท้ายเงวียนกำลังพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับวัฒนธรรมชา การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนผสานกับวัฒนธรรมชาออร์แกนิค ทัศนียภาพของสวนชาอันสวยงาม รวมถึงสวนผลไม้ และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพี่น้องชาติพันธุ์ Sán Chay ล้วนเป็นจุดแข็งที่สำคัญ”
ทั้งนี้ จากยอดชาเขียวในพื้นที่โวแจง แนวทางการพัฒนาใหม่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น นั่นคือ การเกษตรออร์แกนิคควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เมื่อเกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดในการผลิต ภาครัฐให้การสนับสนุน และภาคธุรกิจขยายตลาด ชาออร์แกนิคไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมชา และสร้างภาพลักษณ์ให้จังหวัดท้ายเงวียนเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเกษตรสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน.
