แต่ด้วยความรักบ้านเกิดและความปรารถนาที่จะอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ คนรุ่นใหม่จึงพยายามปลุกคุณค่าที่ดูเหมือนจะหลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเรื่องราวที่ตำบลต่าสั่ว จังหวัดเซินลา คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น จากโอ่งย้อมครามและความประณีตของชนเผ่าม้ง งานหัตถกรรมดั้งเดิมกำลังได้รับการฟื้นฟูและกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว
เช้าวันหนึ่งที่หมู่บ้านจ๊องจา ตำบลต่าสั่ว จังหวัดเซินลา นักท่องเที่ยวจะได้กลิ่นฉุนอ่อนๆของใบครามบริเวณลานบ้านไม้หลังหนึ่ง โอ่งใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างชานบ้านยังคงมีน้ำคราม ซึ่งมีน้อยคนนักที่รู้ว่า เพียงไม่กี่ปีก่อน โอ่งย้อมครามแบบนี้แทบจะหายไปจากบ้านชนเผ่าม้งหลายครอบครัวในต่าสั่ว โดยเมื่อเสื้อผ้าสำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้น ชุดเสื้อผ้าที่ทอจากต้นครามและย้อมครามก็เริ่มพบเห็นน้อยลง คนรุ่นใหม่ไม่สืบทอดอาชีพนี้อีกต่อไป ส่วนผู้ที่ยังมีความรู้และทักษะในการทำก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
แต่ด้วยความคิดที่ว่า จำเป็นต้องอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจึงแสวงหาทุกวิถีทางที่จะฟื้นฟูงานหัตถกรรมดั้งเดิมที่แทบจะสูญหายไปเป็นเวลานาน
สำหรับชนเผ่าม้งในต่าสั่ว การย้อมครามไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การสร้างน้ำเงินอมม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผืนผ้าเท่านั้น หากยังมีลวดลายที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยทุกฝีเข็มของการปักและทุกลวดลายล้วนสะท้อนเอกลักษณ์ของกลุ่มชนเผ่าม้งแต่ละกลุ่มและกลายเป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกถึงรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คุณ ถ่าว อา จ๊อง ผู้สืบสานอาชีพย้อมครามแบบดั้งเดิมของชนเผ่าม้งในตำบลต่าสั่ว กล่าวว่า
“ขนบธรรมเนียมและวิถีปฏิบัติของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน โดยที่ต่าสั่ว ชนเผ่าม้งดำกับชนเผ่าม้งซีเป็นคนละกลุ่มชาติพันธุ์ แต่เทคนิคการทอผ้าเหมือนกัน ส่วนลวดลายจะแตกต่างกัน เมื่อดูจากลวดลายบนเสื้อผ้าของชาวม้งแต่ละกลุ่ม ก็สามารถแยกได้ว่าเป็นชาวม้งกลุ่มไหน”
ทั้งนี้ การย้อมผ้าครามหนึ่งผืนไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่ขั้นตอนการหมักคราม ก็ต้องคำนวณและควบคุมอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้สีที่ติดทนนานและสวยงามที่สุด นาย เหงียน จ่อง ถิ่ง ผู้ก่อตั้งและผู้ถ่ายทอดความรู้ประจำโรงย้อมครามต่าสั่ว จังหวัดเซินลา กล่าวว่า
“เมื่อเราเพิ่งทำถังครามขึ้นมาใหม่ สิ่งที่แตกต่างจากวัสดุชนิดอื่นก็คือ เราไม่สามารถนำมาใช้ย้อมได้ทันที แต่ต้องใช้เวลา หากต้องการให้ได้คุณภาพดีที่สุดและสีสวยที่สุด อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน จากนั้นจึงจะสามารถผลิตและย้อมผ้าในปริมาณมากได้ เมื่อผ่านระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็สามารถคงคุณภาพและสีสันไว้ได้นานนับสิบปีโดยไม่ซีดจาง”
ปัจจุบัน โรงย้อมครามต่าสั่วผลิตผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 100 ชิ้นต่อเดือน และต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายสิบคนให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ โดยแม้ขนาดของกิจการจะยังไม่ใหญ่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้สืบสานอาชีพหัตถกรรมดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินบ้านเกิดเชื่อมั่นว่า พวกเขากำลังเดินถูกทิศทางแล้ว
หากในอดีต ผู้คนจำนวนมากเดินทางมายังต่าสั่วเพียงเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก หรือพิชิตสันหลังไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียง แต่ปัจจุบัน การเดินทางมายังต่าสั่วมีจุดแวะพักแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกแห่ง โดยนักท่องเที่ยวจะนั่งอยู่ในโรงย้อมคราม ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับต้นคราม ลงมือจุ่มผ้าสีขาวลงในโอ่งย้อมคราม และอดทนรอให้สีครามค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในแต่ละครั้งที่จุ่มผ้าลงไป ซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่เรียบง่าย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งได้มากขึ้น คุณ ตะ หญุง นักท่องเที่ยวจากกรุงฮานอย เล่าถึงความประทับใจหลังได้สัมผัสกระบวนการย้อมครามของชาวม้งที่ตำบลต่าสั่วว่า
“สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือขั้นตอนการย้อมคราม โดยผ้าสีขาวผืนหนึ่ง เมื่อจุ่มลงในน้ำครามแล้ว ก็สามารถกลายเป็นผ้าสีครามที่มีเอกลักษณ์ ส่วนขี้ผึ้งจากรังผึ้งที่นำมาวาดลงบนพื้นผ้าสีคราม ก็จะกลายเป็นลวดลายสีขาว สิ่งที่พิเศษก็คือ ผ้าที่ผ่านการย้อมครามจะไม่เปลี่ยนสีเมื่อซักรวมกับเสื้อผ้าชนิดอื่น วัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านี้ทำให้เกิดสีสันที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นของเครื่องแต่งกายที่ย้อมครามของชาวม้ง”
ปัจจุบัน ที่ต่าสั่ว ทะเลหมอกยังคงเป็นของขวัญจากธรรมชาติ ขณะที่ทุ่งหญ้าเขียวขจียังคงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อค้นหาความสงบ ส่วนโอ่งครามที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน กลับบอกเล่าเรื่องราวอีกเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องราวของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ปล่อยให้อาชีพหัตถกรรมเลือนหายไป การที่ชนเผ่าม้งรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองไว้
ทั้งนี้ อาชีพย้อมครามที่ต่าสั่ว จังหวัดเซินลา กำลังได้รับการบอกเล่าจากคนรุ่นใหม่ผ่านวิถีชีวิตของชุมชนด้วยคุณค่าดั้งเดิมที่เรียบง่ายและแท้จริงเพื่อไม่ให้คุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานเลือนหายไป./.
