ในเวลาที่ผ่านมา จังหวัดด่งทาปให้ความสำคัญต่อปัจจัย “สีเขียว” ในการพัฒนาการท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของท้องถิ่น โดยเน้นถึงรูปแบบการเกษตรเชิงนิเวศ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสนใจถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น อุทยานแห่งชาติจ่ามชิม โบราณสถานแสวกวี๊ต หมู่บ้านดอกไม้ซาแด๊ก แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศทุ่งดอกบัวทาปเหมื่อย โฮมสเตย์ในสวนและประสบการณ์สวนส้มชมพูลายวุง เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดฯยังส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลดขยะพลาสติกในสถานที่ท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทุ่งดอกบัวทาปเหมื่อย การเกษตรสีเขียวหมุนเวียนและสถาปัตยกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวและปกป้องระบบนิเวศในท้องถิ่น จนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของสถานประกอบการและผู้คนในการพัฒนาการท่องเที่ยวจาก “การผลิตทางการเกษตร” ไปสู่ ​​“เศรษฐกิจการเกษตร” โดยผสานการเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

ปัจจุบัน ในท้องถิ่นและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งได้พัฒนาทัวร์ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวชุมชนและการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นาย เจืองวันมาย เจ้าของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศนามเฮือง ในตำบลเตินห่ง จังหวัดด่งทาป และนาย เหงียนแทงฟอง นักท่องเที่ยวจากนครโฮจิมินห์ได้เผยว่า

“แหล่งท่องเที่ยวของผมมีพื้นที่ประมาณ 2 เฮกตาร์ และไม่เหมือนที่ไหน ที่นี่มีต้นกล้าหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีไม้ผลกว่า 80 ชนิด ซึ่งในนั้นมีไม้ผลหลายชนิดที่หายากในเวียดนาม และบางชนิดเป็นไม้ผลพื้นเมืองดั้งเดิมจากเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง สวนแห่งนี้ทำการเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบัน สวนลูกน้ำนมของผมมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม”

“ผมมาจากต่างจังหวัดและได้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศนามเฮืองผ่านโซเชียลมีเดีย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมและครอบครัวมาเที่ยวที่นี่เพื่อสำรวจและสัมผัสประสบการณ์ อากาศสดชื่นมาก”

เมื่อปี 2025 จังหวัดด่งทาปได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวประมาณ 7.3 ล้านคน นาง เหงียนถิเอวียนจาง ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวจังหวัดด่งทาปกล่าวว่า ในช่วงปี 2026-2030 ทางจังหวัดฯจะเน้นแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล พัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะและประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเว็บไซต์ท่องเที่ยวเพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยว 8 ล้านคนในปี 2026 และ 50 ล้านคนในปี 2030

“ในสภาวการณ์แห่งเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมีความผูกพันกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดฯ สำหรับการท่องเที่ยว เรากำหนดว่า การพัฒนาสีเขียวควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงใหม่และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความต้องการพัฒนาใหม่ๆ จังหวัดฯจึงระดมแหล่งพลังและเชื่อมโยงสถานประกอบการเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว กิจการและบริการใหม่ๆ ยกระดับผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวตามแนวทางที่มีอารยธรรม ปลอดภัยและเป็นมืออาชีพ”

นอกจากเป้าหมายในการอนุรักษ์ระบบนิเวศแล้ว การเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอัจฉริยะที่เป็นเอกลักษณ์ จังหวัดด่งทาปได้ลงนามบันทึกช่วยจำเพื่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์หลายฉบับเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย ​​ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวดิจิทัล และประยุกต์ใช้การท่องเที่ยวอัจฉริยะ โดยใช้แผนที่ดิจิทัลและการค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว

นาย เจิ่นหิวต่าย เจ้าของสวนไม้ประดับหงอกลาน ในตำบลซาแด๊ก จังหวัดด่งทาป เผยว่า ด้วยความสามารถในการปฏิสัมพันธ์และการเชื่อมโยงที่กว้างขวาง แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Zalo และ Instagram เป็นต้น ได้กลายเป็น “ผู้ช่วย” ที่เข้มแข็งในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของหน่วยงานการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

“ในอดีต แหล่งท่องเที่ยวของผมและของซาแด๊กยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่าในปัจจุบัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย เราได้แนะนำผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวบน TikTok, Zalo และแพลตฟอร์มอื่นๆ ทำให้เราสามารถขยายการเข้าถึงและสร้างแบรนด์ได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องปรับตัวเข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง เราต้องคิดด้วยตัวเองและเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างก้าวกระโดดในการพัฒนาแบรนด์”

การผสานระหว่าง “ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” และ “ดิจิทัล” ไม่เพียงแต่เป็นพลังขับเคลื่อนเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ด่งทาปยืนยันถึงสถานะของตนบนแผนที่การท่องเที่ยวของเวียดนามอีกด้วย ด้วยการใช้ระบบนิเวศทางน้ำที่เป็นเอกลักษณ์เป็นพื้นฐาน หมู่บ้านศิลปาชีพดั้งเดิมเป็นเสาหลัก และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นก้าวกระโดด ด่งทาปกำลังค่อยๆ บรรลุเป้าหมายในการเป็นจุดหมายปลายทางที่ “ปลอดภัย เป็นมิตรและมีคุณภาพสูง” ซึ่งการผสานนี้สร้าง “สายลมใหม่” ช่วยให้นักท่องเที่ยวสัมผัสและเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวท้องถิ่นและอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นเมืองอีกด้วย.