จังหวัดเดียนเบียนมีเงื่อนไขทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูกกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร ช่วยยกระดับรายได้ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย ตามรายงานสถิติของจังหวัดฯ เมื่อปี 2025 พื้นที่ปลูกกาแฟเฉลี่ย 1 เฮกตาร์สร้างรายได้ประมาณ 300 ล้านด่ง ที่น่าสนใจคือ สมาชิกคนหนึ่งของสหกรณ์ฟาดิน ในอำเภอต่วนย้าว มีรายได้ประมาณ 190,255 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีจากพื้นที่ปลูกกาแฟ 6-7 เฮกตาร์ ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกกาแฟทั่วจังหวัดฯ อยู่ที่กว่า 8,900 เฮกตาร์ รวมผลผลิตเมล็ดกาแฟกว่า 6,000 ตัน นาย เหงียนแองเหวียต ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทหุ้นส่วนกาแฟ ห่งกี่ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า
“ชาวบ้านชนเผ่าม้งส่วนใหญ่เป็นผู้ปลูกและดูแลต้นกาแฟ ส่วนในพื้นที่ต่ำบางแห่งจะเป็นชนเผ่าไท บริษัทเน้นปลูกกาแฟพิเศษเป็นหลัก ซึ่งก็คือกาแฟอาราบิก้า กาแฟนี้มีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างจากกาแฟที่อื่น เรามุ่งมั่นที่จะทำให้รสชาติกาแฟของต่วนย้าวมีความโดดเด่นและแตกต่างจากแหล่งปลูกอื่นๆ”
กาแฟอาราบิก้ากำลังถูกเน้นพัฒนาในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศและดินที่เหมาะสมเช่น เหมื่องอ๋าง กว่ายเต๋อและต่วนย้าว โดยที่อำเภอเหมื่องอ๋างได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษเดียนเบียนแล้ว ในอดีต กาแฟส่วนใหญ่ถูกนำไปขายในต่างจังหวัดให้แก่บริษัทส่งออกในรูปแบบกาแฟกะลา (parchment coffee) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สถานประกอบการกำลังเปลี่ยนไปสู่การแปรรูปเชิงลึกด้วยผลิตภัณฑ์กาแฟที่หลากหลาย พร้อมทั้ง ลงทุนสร้างแบรนด์เพื่อยกระดับมูลค่าของกาแฟ จนถึงขณะนี้ จังหวัดเดียนเบียนมีผลิตภัณฑ์กาแฟ 5 รายการที่ได้รับการรับรองเป็นผลิตภัณฑ์ OCOP นาง เจิ่นถิทูหาย จากบริษัทหายอาน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์กาแฟใส่เกลือที่ได้รับใบรับรอง OCOP ระดับ 3 ดาวกล่าวว่า
“กาแฟอาราบิก้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือความเปรี้ยว กลมกล่อมและหวาน ผลิตภัณฑ์ของเราที่จำหน่ายในตลาดมีทั้งกาแฟเมล็ดสำหรับชงเครื่อง กาแฟหยด (Phin) และผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป เช่น กาแฟใส่เกลือ เพื่อให้ลูกค้าสามารถลิ้มลองได้ทันทีในพื้นที่ หรือนำกลับไปเป็นของขวัญของฝาก ปัจจุบัน เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในจังหวัดและอีกหลายแห่ง เช่น ฮานอย ดานัง กว๋างหงาย ไซ่ง่อน และฟู้ก๊วก”
แม้จะพัฒนารองจากเขตเตยเงวียนและจังหวัดเซินลา แต่เดียนเบียนได้กำหนดให้กาแฟเป็นพืชหลักด้วยก้าวเดินที่มั่นคง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เดียนเบียนได้ปลูกกาแฟใหม่เพิ่มอีกกว่า 607 เฮกตาร์ และตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2030 จะปลูกเพิ่มเป็นกว่า 20,000 เฮกตาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกาแฟขนาดใหญ่ของเวียดนาม นอกจากนี้ จังหวัดฯ ยังสร้างเงื่อนไขที่อำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเดียนเบียน นาง ด่าวหงอกแอง ประธานสภาบริหารบริษัท Detech Coffee ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์กาแฟทั้งภายในและต่างประเทศกล่าวว่า
“ดิฉันเริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2018 ที่จังหวัดเซินลา ตอนนี้ เริ่มขยายพื้นที่วัตถุดิบกาแฟอาราบิก้ามายังเดียนเบียน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ดิฉันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน กาแฟของเดียนเบียนมีรสชาติอร่อยมาก ต่างจากกาแฟที่เซินลาเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แต่ละพื้นที่มีรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่ต่างกันมากนัก จังหวัดเดียนเบียนมีความเป็นมิตรและต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีเมื่อเราเข้ามาติดต่อลงทุน”
จังหวัดเดียนเบียนกำลังพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร "สีเขียว ฉลาดและยั่งยืน" พร้อมคำมั่นระหว่างประเทศที่มุ่งสู่การส่งออกกาแฟอย่างยั่งยืน ต้นกาแฟจะได้รับการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นกล้า ไปจนถึงการติดรหัส QR Code ประจำพื้นที่ปลูก เพื่อความโปร่งใสในกระบวนการตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการขายสู่ตลาดโลก พร้อมทั้ง มีการประยุกต์ใช้โดรนในการผลิต การเก็บข้อมูลและแผนที่ GIS รวมทั้งจัดตั้งรูปแบบการผลิตที่ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป นาง หล่อหายยิง รองหัวหน้าฝ่ายการเกษตร จังหวัดเดียนเบียน เผยว่า
“ทางจังหวัดยังเน้นพัฒนาห่วงโซ่เชื่อมโยงระหว่างประชาชน สหกรณ์และสถานประกอบการ พร้อมทั้งเพิ่มการใช้มาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน การตรวจสอบแหล่งที่มาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดส่งออก โดยเฉพาะ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ จังหวัดฯ จะยังคงดึงดูดสถานประกอบการให้เข้ามาลงทุนในการแปรรูปเชิงลึก สร้างห่วงโซ่เชื่อมโยงจากการผลิตไปจนถึงการบริโภค พัฒนาแบรนด์กาแฟเดียนเบียนควบคู่กับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และส่งเสริมการขายทั้งภายในและต่างประเทศ”
แนวทางที่ถูกต้องและยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบไม่เพียงแต่ช่วยให้จังหวัดเดียนเบียนยกระดับมูลค่าของพืชหลักเท่านั้น หากยังเป็นการสร้างแบรนด์กาแฟเดียนเบียนบนแผนที่กาแฟของเวียดนามและโลกอีกด้วย.
