ท่านเห็นว่า “ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดมีค่าเหนือกว่าประชาชนและไม่มีสิ่งใดมีความแข็งแกร่งเหนือกว่ากลุ่มมหาสามัคคีของประชาชน ในสังคม ไม่มีสิ่งใดงดงามและรุ่งโรจน์กว่าการรับใช้และสนับสนุนผลประโยชน์ของประชาชน” ซึ่งแนวคิดให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนของท่านกำลังได้รับการสานต่อและส่งเสริมเพื่อสร้างสรรค์ประเทศในยุคใหม่
แนวคิดให้ความสำคัญต่อประชาชนของประธานโฮจิมินห์คือเนื้อหาพื้นฐาน สำคัญและเสนอต้นเสมอปลายในภารกิจการเคลื่อนไหวปฏิวัติของท่าน ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังคงทรงคุณค่าทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวได้รับการเสริมสร้างให้เป็นที่พึ่งที่มั่นคงเพื่อสร้างสรรค์ ปกป้องและพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่งรุ่งเรืองและมีความสุข
ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ทัศนะของประธานโฮจิมินห์เกี่ยวกับประชาชนมีขอบเขตที่กว้างมาก โดยท่านได้เรียกประชาชนว่า ประชาชน ประชาชนเรา ปวงชนและพี่น้องร่วมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและเป็นกันเอง โดยประชาชนเป็นมวลชนที่มีความแตกต่างด้านชนชาติ ศาสนา เพศ ชนชั้น ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ไม่มีการจำแนกแยกแยะทางเพศ ฐานะและศาสนา ซึ่งท่านได้ย้ำถึงแนวคิดให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนในบทปราศรัย และบทเขียนหลายบทรวมทั้งแปรแนวคิดเป็นการปฏิบัติในการเคลื่อนไหวปฏิวัติบนเจตนารมณ์ที่ว่า “สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็มุ่งมั่นทำ สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้” และยืนยันถึงแนวคิดถือประชาชนเป็นรากฐานว่า “ต้นไม้ที่มีรากที่มั่นคงก็จะยืนต้นโตเร็ว สร้างชัยชนะด้วยการอาศัยพลังของประชาชน” การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นทำให้เรื่องที่ยุ่งยากแค่ไหนก็สามารถทำได้สำเร็จ ท่านถือประชาชนเป็นศูนย์กลางเสมอและย้ำว่า ไม่มีสิ่งใดแข็งแกร่งเท่าพลังความสามัคคีที่เข้มแข็งของประชาชน
ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า การให้ความสำคัญและถือประชาชนเป็นทั้งเป้าหมายและแรงผลักดันของการปฏิวัติคือหนึ่งในเนื้อหาพื้นฐานของแนวคิดให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนของประธานโฮจิมินห์เนื่องจากประชาชนเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเป็นเป้าหมายสุดท้ายในทัศนะและการเคลื่อนไหวปฏิวัติของท่าน โดยการพัฒนาก้าวไกลต้องอาศัยประชาชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ต้องรวมใจประชาชนเป็นหนึ่งเดียว เมื่อต้องการก้าวเข้าสู่ศักราชแห่งการพัฒนารุ่งเรืองและแข็งแกร่งก็ต้องถือประชาชนเป็นศูนย์กลางในทุกนโยบาย ทุกขบวนการและทุกภารกิจ
ให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศในปัจจุบัน
จากการสานต่อแนวคิดให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนของประธานโฮจิมินห์ ปัจจุบัน เวียดนามกำลังรวมพลังใจประชาชนเป็นหนึ่งเดียวและแปรสิ่งนี้ให้เป็นพลังที่แข็งแกร่ง แปรความรักชาติให้เป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม แปรความคาดหวังในเอกราช เสรีภาพและความผาสุกให้เป็นผลงานน่ามหัศจรรย์
ในกรอบการประชุมใหญ่แนวร่วมปิตุภูมิครั้งที่ 11 ในระหว่างวันที่ 11 - 13 พฤษภาคม ณ กรุงฮานอย เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิมได้ย้ำว่า เมื่อประชาชาติเวียดนามสามัคคี รวมใจเป็นหนึ่งเดียว มีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ก็จะช่วยให้ประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวงและสร้างผลงานโดดเด่นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์และยังทรงคุณค่าทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยกลุ่มมหาสามัคคีชนในชาติเป็นทั้งเกียรติประวัติที่ดีงาม มรดกทางจิตใจและเป็นขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนี่เป็นวิธีการเข้าถึงที่ทันสมัย โดยการรวมใจประชาชนเป็นหนึ่งเดียวไม่เพียงแต่เป็นพื้นฐานทางการเมืองเท่านั้น หากยังเป็นซอฟพาวเออร์และพลังแข็งแกร่งภายในที่มีบทบาทชี้ขาดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยระดมทุกแหล่งพลัง เมื่อประชาชนได้รับความเคารพ ได้รับฟังความคิดเห็น ได้มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากผลงานต่างๆ ก็ช่วยส่งเสริมความสร้างสรรค์ ช่วยกระตุ้นทุกแหล่งพลัง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลของการถือประชาชนเป็นศูนย์กลางคือความต้องการในภารกิจการพัฒนา
ทั้งนี้ แนวคิดถือประชาชนเป็นรากฐานถูกแปรเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือทุกแนวทางของพรรค นโยบายและกฎหมายของรัฐ ทุกโครงการ ขบวนการและการรณรงค์ของแนวร่วมปิตุภูมิต้องมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการ ความปรารถนา สิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของประชาชน มุ่งสู่การยกระดับชีวิตด้านวัตถุ จิตใจและความผาสุกของประชาชน นาย เหงวียนกงหุ่ง รองประธานสมาคมการขนส่งทางบกเวียดนาม ผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่แนวร่วมปิตุภูมิและนาย เหงวียนเวียดจื๊ก อดีตรองหัวหน้าคณะกรรมาธิการวัฒนธรรมและการศึกษาของสภาแห่งชาติได้เผยว่า
“เลขาธิการใหญ่พรรคประธานประเทศได้มอบหมายให้แนวร่วมปิตุภูมิต้องสร้างเสริมความใกล้ชิดกับประชาชน ถือประชาชนเป็นแกนหลักและเป็นศูนย์กลาง ให้ประชาชนเป็นผู้ทำและได้รับประโยชน์จากผลงานต่างๆ สิ่งที่น่าประทับใจคือการรวมใจประชาชนเป็นหนึ่งเดียว ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและเชิดชูการเชื่อมโยงกับประชาชน”
“ประชาชนคือรากฐาน” เป็นการสานต่อทัศนะที่เสมอต้นเสมอปลายของพรรค ซึ่งปัจจุบัน พรรคและรัฐได้ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อรับใช้ประชาชน ซึ่งคำว่า “ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลงานต่างๆ”ไม่เพียงแต่เป็นคำขวัญเท่านั้น หากยังถูกระบุในนโยบายที่สำคัญเพื่อรับใช้ประชาชน”
ประวัติศาสตร์ของเวียดนามได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประชาชาติที่สามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวและแปรความรักชาติให้เป็นพลังที่แข็งแกร่ง อีกทั้งแปรความรักชาติให้เป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จากแนวคิดให้ความสำคัญต่อประชาชนของประธานโฮจิมินห์ ปัจจุบัน เวียดนามกำลังแปรความคาดหวังในเอกราช เสรีภาพและความผาสุกให้เป็นผลงานที่น่ามหัศจรรย์ของชาติ
