เอกอัครราชทูต ฝ่ามกวางวิง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตหัวหน้าคณะผู้แทน SOM อาเซียนของเวียดนามได้ย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยได้รับการสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความใกล้ชิดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคล้ายคลึงกันด้านวัฒนธรรม การตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงและอารยธรรมข้าวนาดำ
“เวียดนามและไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 50 ปีก่อน โดยการค้าขายและการเชื่อมโยงระดับประชาชนได้รับการพัฒนามากขึ้น ไทยติดในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนาม มูลค่าการค้าต่างตอบแทนเมื่อปี 2025 อยู่ที่ 2 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกลไกนี้กับเวียดนาม ซึ่งช่วยผลักดันความร่วมมือทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจและหลังจากที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อปี 1995 เราอยู่ในชายคาเดียวกันและมุ่งมั่นร่วมมือเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพในภูมิภาค”
ส่วนนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ได้เผยว่า ทั้งสองประเทศกำลังย่างเข้าสู่ระยะการพัฒนาใหม่ที่มีโอกาสมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจ
“เวียดนามและไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์ให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านบนพื้นฐานของความไว้วางใจ มิตรภาพและความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นในตลอด 50 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายว่า จะเพิ่มมูลค่าการค้าต่างตอบแทนขึ้นเป็น 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านยุทธศาสตร์ “Three connects” โดยเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม เศรษฐกิจฐานราก/ท้องถิ่น และ นโยบายการพัฒนาสีเขียว-ยั่งยืน”
นอกจากนี้ วิทยากรคนอื่นๆได้เผยว่า เวียดนามและไทยควรมุ่งเน้นความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแสดงศิลปะ ดนตรีและ Digital Content .
