มีผู้แทนกว่า 500 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่ สมาชิก อาสาสมัคร และเยาวชนของสภากาชาดทั่วประเทศกว่า 5.6 ล้านคนและมีบรรดาผู้นำพรรค รัฐ แนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม กระทรวง หน่วยงาน และองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วม หัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้คือ “ส่งเสริมบทบาทแกนหลักในงานด้านมนุษยธรรม ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโยงแหล่งพลัง เสริมสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง สร้างชุมชนที่ปลอดภัย พึ่งตนเองและพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ที่ประชุมได้มีมติยกย่องและแต่งตั้งเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม ให้ดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของสภากาชาดเวียดนาม

ในการกล่าวสุนทรพจน์ชี้นำต่อที่ประชุม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ย้ำว่า งานด้านมนุษยธรรมไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ โรคระบาด หรือเหตุทุกข์ยากเท่านั้น แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนามนุษย์ การค้ำประกันสวัสดิการสังคม การบริหารจัดการความเสี่ยง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเองของชุมชน

เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศได้เรียกร้องให้สภากาชาดเวียดนามเดินหน้าส่งเสริมบทบาทแกนหลัก การเป็นสะพานเชื่อม และการประสานงานในกิจกรรมด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยทุกกิจกรรมต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เริ่มต้นจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และใช้การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับความช่วยเหลือเป็นตัววัดผลสำเร็จ

นอกจากนี้ สภากาชาดเวียดนามจำเป็นต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลด้านมนุษยธรรมแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลระดับชาติและระบบสวัสดิการสังคม รวมทั้งพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมืออาชีพและทันสมัย พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่ สมาชิก และอาสาสมัคร ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ

“ต้องปฏิรูประบบการบริหารงานด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง พร้อมระดมและใช้ทุกแหล่งพลังของทุกภาคส่วนในสังคมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ความเชื่อมั่นคือแหล่งพลังที่มีคุณค่ามากที่สุดของงานด้านมนุษยธรรม ดังนั้น สภากาชาดต้องยึดหลักความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบในการตรวจสอบเป็นหัวใจสำคัญ เงินบริจาคต้องมีการบริหาร และการจัดสรรอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ผู้บริจาคมีสิทธิ์รับทราบว่า เงินช่วยเหลือถูกนำไปใช้ที่ใด ให้ใคร และก่อให้เกิดผลอย่างไร ขณะที่ผู้ได้รับความช่วยเหลือก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม ความเป็นธรรม และการช่วยเหลือที่ทันท่วงที ความสำเร็จของงานมนุษยธรรมไม่ได้วัดเพียงมูลค่าของเงินที่บริจาค จำนวนสิ่งของที่มอบ หรือจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ต้องวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน ความสามารถในการฟื้นฟูอาชีพ ลดความเสียหาย และการช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างถูกคน ถูกเวลา และตรงกับความจำเป็น”

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการเปิดตัวคณะกรรมการบริหารสภากาชาดเวียดนาม สมัยที่ 12 วาระปี 2026–2031 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 85 คน โดยนาง โด๋ ถิ ทู ถาว ประธานสภากาชาดเวียดนาม สมัยที่ 11 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภากาชาดเวียดนาม สมัยที่ 12 วาระปี 2026–2031 ต่อไป

สำหรับวาระปี 2026–2031 สภากาชาดเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ระดมและบริจาคเงินให้ได้อย่างน้อยเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 50 ล้านครั้ง สภากาชาดระดับจังหวัดและระดับตำบลทั้งหมดใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบเดียวกัน กระบวนการรับ บริหารจัดการ และจัดสรรแหล่งพลังทั้งหมดดำเนินการในรูปแบบดิจิทัลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ รณรงค์การบริจาคโลหิตให้ได้ประมาณ 9 ล้านยูนิต ฝึกอบรมทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ประชาชน 1.5–2 ล้านคน โดยเฉพาะในวาระปี 2026–2031 สภากาชาดเวียดนามจะเน้นดำเนินการตาม 3 แนวทางเชิงก้าวกระโดด ได้แก่

ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรอบด้าน จัดทำฐานข้อมูลด้านมนุษยธรรมในรูปแบบดิจิทัล เพิ่มความโปร่งใส ความเชื่อมั่นและการเชื่อมโยงชุมชน พัฒนาระบบนิเวศด้านมนุษยธรรมสีเขียว เปลี่ยนแปลงใหม่วิธีการดำเนินงาน ส่งเสริมการสร้างอาชีพที่พึ่งตนเอง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างเครือข่ายอาสาสมัครมืออาชีพที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว.