ในการเจรจา เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม และนายบาร์ต เดอ เวเวอร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม เห็นพ้องว่า ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ธำรงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสนใจและความต้องการของกันและกันเพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือ โดยมุ่งมั่นยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีเวียดนาม–เบลเยียมขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่
ในด้านการเมือง–การทูต และกลาโหม–ความมั่นคง ผู้นำทั้งสองท่านเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทุกระดับ โดยเฉพาะระดับสูง ผ่านทุกช่องทาง ดำเนินกลไกและข้อตกลงความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงในหลากหลายรูปแบบระหว่างกระทรวง หน่วยงานและท้องถิ่นต่าง ๆ ของเวียดนาม กับรัฐบาลกลางและเขตต่าง ๆ ของเบลเยียม เพื่อผลักดันการยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือด้านกลาโหม–ความมั่นคงให้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญภายใต้กรอบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านการฝึกอบรม เสนารักษ์ การรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น
ในด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จำเป็นต้องสร้างก้าวกระโดดใหม่ๆ ผลักดันโครงการความร่วมมือขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในสาขาที่เบลเยียมมีจุดแข็งและเวียดนามมีความต้องการเร่งด่วน เช่น การพัฒนาท่าเรือทางทะเล ห่วงโซ่โลจิสติกส์อัจฉริยะ พลังงานสีเขียว เขตนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเกษตรกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ยังเสนอให้เบลเยียมสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรป (EU) ต่อไป ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ยกเลิก “ใบเหลือง IUU” ต่อสัตว์น้ำของเวียดนามโดยเร็ว ผู้นำทั้งสองท่านยังเห็นพ้องกันว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือ โดยจะส่งเสริมโครงการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชกรรม การแพทย์และชิปเซมิคอนดักเตอร์
สำหรับปัญหาระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจ ผู้นำทั้งสองท่านยังย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ เสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือและการบิน พร้อมทั้ง ให้ความสำคัญกับลัทธิพหุภาคีและการเคารพกฎหมายสากล ตลอดจนสนับสนุนบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับการประสานงานอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) และภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อาเซียน–สหภาพยุโรป
