นายกรัฐมนตรีเวียดนามและประธานคณะกรรมการยุโรป

(VOVworld) – ในกรอบการเยือนประเทศเบลเยียมและสหภาพยุโรปหรืออียู เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ท่านเหงียนเติ๊นหยุง นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้หารือกับนาย ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมการยุโรปหรืออีซี หารือเกี่ยวกับมาตรการขยายขยายความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พลังงาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาโลกและภูมิภาคที่ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจ นายกรัฐมนตรีเหงียนเติ๊นหยุงยังชื่นชมความร่วมมือระหว่างอียูกับเวียดนามในเวลาที่ผ่านมา การเพิ่มเงินอุปถัมภ์เพื่อการพัฒนาให้แก่เวียดนามระยะปี 2014-2020 ขึ้นเป็น 400 ล้านยูโร และเรียกร้องให้อีซีให้การสนับสนุนเวียดนามในด้านต่างๆ เช่น ทักษะความสามารถในการบริหารราชการ สาธารณสุข การศึกษาฝึกอบรม วิทยาศาสตร์ – เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
หลังการเจรจา นายกรัฐมนตรีเหงียนเติ๊นหยุงและนาย ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมการยุโรปได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงเสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม – อียูอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้เวียดนามเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับอียู ในการกล่าวปราศรัยในพิธี ท่านเหงียนเติ๊นหยุงได้ย้ำว่า เวียดนามมีความประสงค์ให้อียูลงนามอนุมัติเอฟทีเออย่างเป็นทางการและรับรองระเบียบเศรษฐกิจเชิงตลาดของเวียดนามตรงกับช่วงเวลาที่ข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ “ความสัมพันธ์เวียดนามกับสหภาพยุโรปในเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาอย่างดีงามและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การทูต วัฒนธรรมสังคมและจุดเด่นของความสัมพันธ์ร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและความร่วมมือพัฒนา พวกเรามีความประสงค์ให้อียูอนุมัติข้อตกลงหุ้นส่วนและร่วมมือหรือพีซีเอในต้นปี 2016 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างเวียดนามกับอียูให้เข้าสู่ส่วนลึกและมีประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่ายควรขยายการพบปะ การให้คำปรึกษาและผลักดันความร่วมมือในด้านที่เป็นจุดแข็งที่สามารถสนับสนุนกันได้ เช่น การสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีชั้นสูง พลังงานหมุนเวียน วัสดุศาสตร์ การผลิตเครื่องเฟอร์นิเจอร์ สินค้าการเกษตรและสัตว์น้ำ การให้บริการด้านการเงิน การลงทุน สาธารณสุข การศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”

เสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม – อียู

ในการกล่าวปราศรัยหลังพิธี ผู้นำทั้งสองท่านได้ยืนยันว่า ข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม – อียูหรือEVFTA เป็นเอกสารกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการกำหนดกรอบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนเวียดนาม – อียู สร้างบรรยากาศที่เสรี เปิดกว้างและสะดวกให้แก่สถานประกอบการและนักลงทุนที่มาจากทั้งอียูและเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเหงียนเติ๊นหยุงได้ย้ำว่า เวียดนามพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมให้สถานประกอบการอียูเจาะตลาดอาเซียนและเอเชีย – แปซิฟิกที่กว้างลึกและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ
ในวันเดียวกันนายกรัฐมนตรีเหงียนเติ๊นหยุงได้มีการพบปะกับนายโดนัล ทุสค์ ประธานสภายุโรป นายมาร์ติน ชูลซ์ ประธานรัฐสภายุโรปและนาย จาน ซาห์ราดิล นายกสมาคมส.ส.มิตรภาพกับเวียดนามในรัฐสภายุโรปโดยนายกรัฐมนตรีเหงียนเติ๊นหยุงกับนาย โดนัล ทุสค์ประธานสภายุโรป และนาย ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมการยุโรปได้ออกปฏิญญาร่วมที่แสดงความพอใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่น่าประทับใจของความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยเฉพาะการเสร็จสิ้นการเจรจา EVFTA ทั้งสองฝ่ายยังย้ำถึงบทบาทสำคัญของการปกป้องการเดินเรืออย่างเสรีและปลอดภัยในทะเลตะวันออก สนับสนุนการแก้ไขการพิพาทด้วยสันติวิธีตามกฎหมายสากล ไม่ใช้หรือข่มขู่อาจจะใช้ความรุนแรง มีความอดกลั้น ไม่ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและตึงเครียดมากขึ้น ผลักดันการใช้มาตรการสร้างสรรค์ความไว้วางใจ ลดความตึงเครียด ยับยั้งการปะทะ โดยเฉพาะทุกฝ่ายต้องให้คำมั่นที่จะไม่มีปฏิบัติการทางทหารในทะเลตะวันออก ปฏิบัติตามแถลงการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติของทุกฝ่ายในทะเลตะวันออกหรือดีโอซีและจัดทำร่างระเบียบการปฏิบัติต่อกันในทะเลตะวันออกหรือซีโอซีโดยเร็ว.