มีนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เลมิงห์ฮึง นายกรัฐมนตรีลาว นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทย นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเตและเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม

ในการกล่าวปราศรัยเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้ยืนยันว่า ช่วงเวลาในอีกไม่กี่ทศวรรษต่อจากนี้จะเป็นการกำหนดอนาคตของอาเซียนท่ามกลางความผันผวนในโลก โดยเทคโนโลยีจะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขัน AI จะกำหนดผลผลิต ข้อมูลจะกำหนดความได้เปรียบด้านอำนาจและการปรับเปลี่ยนสีเขียวจะกำหนดรูปแบบการพัฒนา ซึ่งอาเซียนต้องเป็นปัจจัยที่เข้มแข็งในกระบวนการนี้ ส่วนในการปฏิบัติวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้เสนอมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ว่า

“อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางแห่งการสนทนา ความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นส่วนร่วมพิเศษของอาเซียนต่อสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาในภูมิภาคและโลก”

ตามความเห็นของนายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง นอกจากเป็นฐานการผลิต อาเซียนต้องเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม

“อาเซียนต้องเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานและระบบห่วงโซ่มูลค่า โดยต้องลงทุนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล แหล่งบุคลากรที่มีคุณภาพสูง มุ่งสู่การสร้างสรรค์ระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นเอกลักษณ์ของอาเซียน มีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของโลก”

นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ยังเผยว่า ประชาคมอาเซียนต้องเป็นของประชาชนผ่านการสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ เชิดชูบทบาทของสตรี การคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ประชาคมอาเซียนเป็นของตนเอง ซึ่งเวียดนามจะเดินพร้อมกับอาเซียนด้วยความมุ่งหวังสร้างสรรค์อนาคต มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพและเจริญรุ่งเรือง.