ในการนี้ นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง ได้เผยว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเปิดโอกาสความร่วมมืออย่างกว้างขวางกับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกอียู พร้อมทั้งเสนอให้ทั้งสองฝ่ายสานต่อการกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านเวียดนาม–สหภาพยุโรป ส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม วัตถุดิบสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง รถไฟในเมือง ท่าเรือ และการบิน ส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ ของยุโรปเข้ามาลงทุนในเวียดนาม เป็นต้น
นายกรัฐมนตรียังเสนอให้เอกอัครราชทูตทุกท่านผลักดันการดำเนินการตามความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรปหรือ EVFTA อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เร่งรัดให้การให้สัตยาบันความตกลงคุ้มครองการลงทุนเวียดนาม–สหภาพยุโรป หรือ EVIPA เสร็จสิ้นโดยเร็วและสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการยุโรปเร่งยกเลิก “ใบเหลือง” IUU ให้แก่เวียดนาม
ส่วนเอกอัครราชทูต จูเลียง เกร์ริเยร์ ได้ย้ำว่า เวียดนามมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความซับซ้อนในปัจจุบัน ดังนั้น การธำรงและเสริมสร้างความสัมพันธ์ร่วมมือที่มั่นคงและไว้วางใจกับเวียดนามจึงมีความหมายสำคัญเป็นพิเศษต่อสหภาพยุโรปภาคธุรกิจของสหภาพยุโรปมีความประสงค์ที่จะเพิ่มความร่วมมือและการลงทุน โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ห่วงโซ่อุปทาน การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ วัตถุดิบสำคัญ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความมั่นคงและกลาโหม ตลอดจนสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน.
