นี่คือความเห็นของนาย กวี จงกิจถาวร นักวิชาการในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามประจำประเทศไทย โดยได้เผยว่า
“การเยือนไทยครั้งนี้ มีความสำคัญพิเศษเพราะท่านโตเลิมมาเยือนไทยในฐานะเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคและประธานประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของผู้นำเวียดนามที่ดำรงสองตำแหน่งสำคัญนี้ ผมเชื่อมั่นว่า การเยือนนี้จะสร้างแรงผลักดันให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างข้ามขั้นเพราะหนึ่งคือไทยและเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์ให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน สองคือเวียดนามได้มีสถานะใหม่และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการพัฒนากับประเทศต่างๆ สามคือเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม มีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาค โดยเฉพาะมีความประสงค์ที่จะขยายการประสานงานกับไทยในกรอบอาเซียน โดยเวียดนามได้เป็นสมาชิกอาเซียนมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีการพึ่งตนเองและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นมีส่วนร่วมมากขึ้นต่อการพัฒนาอาเซียน”
นาย กวี จงกิจถาวร ยังเผยว่า เสาหลักด้านการค้า การลงทุนและการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนยังคงเป็นพื้นฐานให้แก่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยนับวันคล่องตัวเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เผชิญความท้าทายใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการยกระดับความสัมพันธ์ให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เมื่อปี 2013 หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งเมื่อปี 2019 และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านเมื่อปี 2025 ซึ่งในโอกาสการเยือนไทยของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ทั้งสองประเทศจะอสวงหาความร่วมมือในด้านที่มีศักยภาพเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ให้ขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่และมีขึ้นในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างมีเสถียรภาพที่ร้อยละ 8 ซึ่งทำให้เวียดนามเป็นพลังขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเป็นสองเศรษฐกิจรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณแผ่นดินใหญ่ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศจะมีผลต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและทั้งสองประเทศกำลังปฏิบัติมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ซึ่งการเยือนครั้งนี้จะสร้างพลังขับเคลื่อนให้แก่ความสัมพัน์ระหว่างสองประเทศ.
ผู้สื่อข่าววีโอวีประจำประเทศไทย
