ในการเจรจาหลังพิธีต้อนรับ ประธานรัฐสภาทั้งสองท่านได้เห็นพ้องที่จะรักษาการแลกเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในสถานการณ์ใหม่ โดยมุ่งมั่นที่จะนำมูลค่าการค้าต่างตอบแทนให้บรรลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และมุ่งสู่ 1 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆต่อแหล่งเงินทุนช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ หรือ ODA ในรูปแบบให้เปล่าและ ODA ด้วยดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการต่างๆ ของเวียดนาม ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ปรับปรุงนโยบายเพื่อสร้างเงื่อนไขให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศลงทุนได้อย่างมั่นคงและระยะยาวในแต่ละประเทศ ขยายความร่วมมือในการอบรมแหล่งบุคลากร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของชุมชนชาวเวียดนามในสาธารณรัฐเกาหลีและชุมชนชาวสาธารณรัฐเกาหลีในเวียดนาม ซึ่งรวมถึงครอบครัวที่สามีหรือภรรยาเป็นชาวหรือชาวสาธารณรัฐเกาหลี ราว 100,000 ครอบครัว

สำหรับความร่วมมือทางรัฐสภา ทั้งสองฝ่ายย้ำว่า การทูตฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบแลและส่งเสริมการดำเนินพันธสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ดังนั้น จึงเห็นพ้องที่จะรักษาและยกระดับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดทำกฎหมายและกลไกนโยบายอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมาธิการต่างๆ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ส่งเสริมบทบาทขององค์กรนิติบัญญัติในการร่วมมือกันตรวจสอบการดำเนินสนธิสัญญาระหว่างประเทศและข้อตกลงความร่วมมือของรัฐบาล ปรับปรุงนโยบายและกฎหมายให้มีความสมบูรณ์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งประสานงานและสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่องในเวทีรัฐสภาภูมิภาคและระดับโลก

สำหรับปัญหาทั้งในระดับภูมิภาคและโลกที่ต่างให้ความสนใจ ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ได้เสนอให้สาธารณรัฐเกาหลีแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มแข็งและสนับสนุนเวียดนามในการจัดการประชุมผู้นำ APEC 2027 ให้ประสบความสำเร็จ ผลักดันการประสานงานในสหประชาชาติ และดำเนินกลไกความร่วมมืออาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีและแม่น้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลีอย่างมีประสิทธิภาพ.