ในพิธี ท่านเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ย้ำว่า กว๋างนิงมีบทบาทพิเศษในประวัติศาสตร์การสร้างชาติและปกป้องประเทศ ขณะเดียวกัน ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ กว๋างนิงยังคงเป็นท้องถิ่นเดินหน้าในการเปลี่ยนแปลงใหม่แนวคิดและวิธีการพัฒนา พร้อมทั้ง ระบุชัดเจนว่า ในยุคแห่งการพัฒนาใหม่ของประเทศ กว๋างนิงมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษ เป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงและการต่างประเทศ ดังนั้น นอกจากแรงขับเคลื่อนการเติบโตแบบเดิม เช่น การทำหมืองแร่ กว๋างนิงต้องพัฒนาด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจทางทะเล และเศรษฐกิจมรดก โดยต้องกำหนดรูปแบบการเติบโตใหม่ พัฒนาอย่างรวดเร็วแต่ต้องยั่งยืน

"การจัดตั้งนนครกว๋างนิงจึงไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนชื่อหรือรูปแบบองค์กรเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ การบริหารจัดการต้องมีความทันสมัยยิ่งขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น โครงสร้างพื้นฐานต้องมีความพ้อมเพรียงครบถ้วนยิ่งขึ้น วัฒนธรรมต้องได้รับการเชิดชูยิ่งขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องได้รับการยกระดับให้ดียิ่งขึ้น วิสัยทัศน์ของกว๋างนิงต้องมีความชัดเจน นั่นคือมุ่งสร้างนครที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัจฉริยะและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ เป็นขั้วการเติบโตที่คล่องตัวของภาคเหนือ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจทางทะเล การท่องเที่ยว บริการ และอุตสาหกรรมไฮเทค เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน และน่าภาคภูมิใจ"

เพื่อแปรวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ท่านเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้เสนอให้กว๋างนิงเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมถ่านหินไปสู่ความทันสมัย ปลอดภัย ประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป การผลิต เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ และการบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และนวัตกรรม ตลอดจนสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถและนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์.

ตามมติที่ 36 ของสภาแห่งชาติเกี่ยวกับการจัดตั้งนครกว๋างนิง ทางการนครกว๋างนิงได้รับการจัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของพื้นที่ธรรมชาติและประชากรทั้งหมดของจังหวัดกว๋างนิง นครกว๋างนิงติดกับนครไฮฟอง นครบั๊กนิง จังหวัดหล่างเซิน ประเทศจีน และทะเลตะวันออก โดยมตินี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2026 เป็นต้นไป.