รองศาสตราจารย์ ดร. เหงียนห่งหาย จากมหาวิทยาลัยวิน แสดงความเห็นว่า นายกรัฐมนตรี เลมิงฮึง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มีแนวคิดแห่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ ทำงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และเด็ดขาด ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (2016-2020) นาย เลมิงฮึง ได้นำพาระบบธนาคารผ่านช่วงเวลาการปรับโครงสร้างที่ยากลำบาก แก้ไขปัญหาหนี้เสีย เสริมสร้างระเบียบวินัยในตลาดการเงิน ปรับแนวทางการไหลเวียนของสินเชื่อไปยังภาคการผลิตที่สำคัญ และช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจมหภาค
นาย เหงียนห่งหาย ยืนยันว่า นาย เลมิงฮึง เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับบทบาทผู้นำรัฐบาลในสภาวการณ์ที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่
“ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในสภาวการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวสองประเด็น ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปกลไกนโยบาย โดยเฉพาะ สอดคล้องกับการดำเนินการตาม 3 ก้าวกระโดดเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 13 และ 14 เพราะดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีความรู้ทั้งด้านเศรษฐกิจและความเชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์กร ซึ่งสร้างเงื่อนไขให้ท่านสามารถดำเนินการปฏิรูปและส่งเสริมการดำเนินการตามก้าวกระโดดเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”
ส่วนนาย เหงียนซวนทั้ง อาจารย์อาวุโสจากโรงเรียนนโยบายสาธารณะและการจัดการฟุลไบรท์ (Fulbright School of Public Policy and Management) วิเคราะห์ว่า ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เลมิงฮึง รัฐบาลจะดำเนินงานด้วยจิตใจ “เทคโนแครต” มากขึ้น ในสภาวการณ์ที่เป้าหมายการพัฒนาของเวียดนามมีความทะเยอทะยานและท้าทาย สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ความสามารถในการยึดมั่นรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การสร้างและใช้ประโยชน์จากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ ตั้งแต่นวัตกรรมไปจนถึงการเพิ่มผลผลิต นายกรัฐมนตรีที่มีพื้นฐานด้านการบริหารนโยบายการเงินสามารถนำสิ่งที่เศรษฐกิจต้องการ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายบนพื้นฐานของการประเมินทางวิทยาศาสตร์และผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว.
