ภายใต้หัวข้อ “ผลักดันอนาคตจากตัวเมืองอัจฉริยะ ยั่งยืนและเชื่อมโยง” การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีให้ตัวแทนของเมืองต่างๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์รูปแบบความร่วมมือใหม่เพื่อแก้ไขความท้าทายร่วมและใช้โอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 และยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ โดยรองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่ามยาตุ๊ก ได้กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมว่า เวียดนามตระหนักว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การขยายตัวแห่งสีเขียวและการเชื่อมโยงในภูมิภาคคือเสาหลักที่เกื้อหนุนกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเพิ่มทักษะความสามารถในการรับมือความท้าทายในอนาคต โดยเสนอ 4 แนวทางใหญ่คือ
“หนึ่งคือ โดยเมืองต่างๆ ของอาเซียนต้องพึ่งตนเองและถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องเปลี่ยนความคิดจากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การเตรียมความพร้อมในเชิงรุกสำหรับอนาคต และเปลี่ยนจากการสร้างแนวทางแก้ไขสำหรับปัญหาเฉพาะด้าน ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่มีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความท้าทายต่าง ๆ และการพัฒนา สองคือต้องระดมและเชื่อมโยงแหล่งพลังต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาตัวเมือง สามคือ สร้างเครือข่ายปัญญาชนและนวัตกรรมระหว่างตัวเมืองต่าง ๆ ในอาเซียน สี่คือ แปรคำมั่นต่างๆ ให้เป็นการปฏิบัติจริงและผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม”
อาเซียนกำลังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่พัฒนาอย่างคล่องตัวมากที่สุดในโลก โดยกระบวนการขยายตัวของตัวเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นได้ช่วยให้เมืองต่าง ๆ กลายเป็นศูนย์กลางของการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน เมืองเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายร่วมกันต่างๆ ดังนั้น การขยายความร่วมมือระหว่างเมืองต่าง ๆ ในอาเซียนไม่เพียงแต่เป็นความจำเป็นเท่านั้น หากยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการแปรวิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียนที่พึ่งตนเอง สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างยั่งยืนกลายเป็นความจริงอีกด้วย.
