นอกจากนี้ ในงานยังมีเอกอัครราชทูต อุปทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศหุ้นส่วน พร้อมผู้แทนจากสภาแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐบาล และคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอยเข้าร่วม
ในการกล่าวปราศรัยในพิธี รัฐมนตรี เลหว่ายจุง ย้ำว่า ภายหลัง 59 ปี ปัจจุบัน อาเซียนได้เติบโตเป็นประชาคมแห่งสันติภาพ มีความก้าวหน้าและความมั่งคั่งร่วมกัน โดยมีขนาดเศรษฐกิจสูงถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรเกือบ 700 ล้านคน อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่เป็นเอกภาพ มีความคล่องตัว ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการผสมผสาน เปลี่ยนแปลงใหม่ เชื่อมโยงและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อมองไปยังเส้นทางข้างหน้า รัฐมนตรี เลหว่ายจุง ได้ชี้ให้เห็นถึง 3 ข้อกำหนดสำคัญสำหรับอาเซียน ได้แก่ ความมุ่งมั่น ความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัว และการปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง โดยความมุ่งมั่นนั้นต้องวัดได้ด้วยผลที่เป็นรูปธรรม นำมาซึ่งประโยชน์ที่แท้จริงแก่ประชาชน ผ่านการค้าที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น และบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาเซียนจำเป็นต้องค้ำประกันความรับผิดชอบที่ชัดเจน การจัดสรรแหล่งพลังอย่างเพียงพอ และการผลักดันการประสานงานระหว่างการตัดสินใจในระดับภูมิภาคกับการปฏิบัติจริงในแต่ละประเทศ อาเซียนยังต้องเปลี่ยนจากการเน้นกระบวนการมาเป็นผลงาน จากการหารือมาเป็นการร่วมมือปฏิบัติ และจากการลงมติเห็นชอบในหลักการมาเป็นการลงมือปฏิบัติ นอกจากนี้ ความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวยังคงถือเป็นรากฐานแห่งความเข้มแข็งของอาเซียน ซึ่งช่วยให้อาเซียนสามารถก้าวผ่านความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ไว้ได้”
รัฐมนตรี เลหว่ายจุง ยืนยันว่า อาเซียนเป็นเนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆในยุทธศาสตร์การต่างประเทศของเวียดนามอยู่เสมอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกระบวนการผสมผสานเข้ากับกระแสโลกของเวียดนาม ดังนั้น เวียดนามจะยังคงอยู่เคียงข้างและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง เปลี่ยนแปลงใหม่ คล่องตัว และถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง.
