|
(VOVworld) – ตามคำเชิญของท่านเจืองเติ๊นซางประธานประเทศเวียดนาม ท่านรอเซน เพลฟเนเลียฟ ประธานาธิบดีบัลแกเรียได้เดินทางมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม ซึ่งพิธีต้อนรับได้มีขึ้น ณ กรุงฮานอยในวันที่ 28 ตุลาคม
|
หลังพิธีต้อนรับ ประธานประเทศเวียดนามกับประธานาธิบดีบัลแกเรียได้เจรจาทวิภาคีโดยผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมหารือในรูปแบบความร่วมมือใหม่ทางเศรษฐกิจเพื่อนำความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมุ่งสู่การยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนเวียดนาม-บัลแกเรียในการแสวงหาหุ้นส่วน ศึกษาตลาดโดยเฉพาะในด้านที่บัลแกเรียมีจุดแข็งและเวียดนามมีความต้องการเช่นโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การวางผังพัฒนาตัวเมือง ระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น ประธานาธิบดีบัลแกเรียยืนยันการสนับสนุนจุดยืนในการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆระหว่างประเทศอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายสากล บัลแกเรียให้ความสำคัญและปรารถนาที่จะพัฒนาความสัมพันธ์มิตรภาพที่มีมาช้านานและความร่วมมือในหลายด้านกับเวียดนามให้ขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่
หลังการเจรจาผู้นำทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับผลการเจรจา โดยประธานประเทศเจืองเติ้นซางได้ย้ำว่า สัมพันธไมตรีที่ดีงามและยาวนานระหว่างสองฝ่ายคือพื้นฐานที่สำคัญเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในระยะแห่งการพัฒนาใหม่ตามข้อคิดริเริ่มของท่านประธานาธิบดีบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับรูปแบบความร่วมมือใหม่ด้านเศรษฐกิจโดยปัจจัยสำคัญของความร่วมมือนี้คือเวียดนามจะนำสินค้าเกษตร สัตว์น้ำและสินค้าอุตสาหกรรมเบาไปแปรรูปที่บัลแกเรียเพื่อส่งออกไปยังอียู ซึ่งเรื่องนี้จะมอบให้กระทรวงหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งเมื่อรูปแบบนี้มีความคืบหน้าก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างสองประเทศ สร้างก้าวกระโดดในการขยายตัวในระยะต่อไป

ในขณะเดียวกันนายกฯเวียดนามเหงวียนเติ้นหยุงได้ให้ความสำคัญต่อผลการเจรจาระหว่างผู้นำสองประเทศและยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามจะพยายามปฏิบัติข้อตกลงทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุในการเยือนนี้อย่างจริงจัง ในการนี้ประธานาธิบดีบัลแกเรีย รอเซน เพลฟเนเลียฟ ได้แสดงความยินดีต่อผลสำเร็จในทุกด้านของเวียดนามและยืนยันว่า บัลแกเรียให้ความสำคัญต่อการผลักดันความร่วมมือกับเวียดนามเสมอและความสัมพันธ์ที่ดีงามในเวลาที่ผ่านมาจะเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อให้ทั้งสองประเทศนำความสัมพันธ์ร่วมมือก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ เพื่อผลประโยชน์ร่วมและเพื่อความปรารถนาของประชาชนทั้งสองประเทศ./.
