เมื่อปี 1945 ประชากรเวียดนามมากกว่า 90% ไม่รู้หนังสือ เมื่อวันที่ 8 กันยายนปี 1945 รัฐบาลชั่วคราวได้ออกมติจัดตั้งสำนักงาน Nha Bình dân học vụ หรือปวงชนศึกษา อันเป็นการเปิดขบวนการเรียนหนังสือโดยมีการเข้าร่วมของประชาชนนับล้านคน
ในช่วงปี 2020–2023 ทั่วประเทศมีคนเข้าร่วมการเรียนหนังสือจำนวน 79,280 คน ซึ่งรวมถึงในพื้นที่เขตเขาและพื้นที่ชนกลุ่มน้อยหลายแห่ง อัตราการอ่านออกเขียนได้ในปัจจุบันสูงถึง 99.39% ในกลุ่มอายุ 15–35 ปี และ 99.10% ในกลุ่มอายุ 15–60 ปี หลังจากปรับปรุงหน่วยงานราชการ จังหวัดและนครทั้งหมดได้มาตรฐานการขจัดการไม่รู้หนังสือระดับ 1 และ 76.5% บรรลุระดับ 2
ที่โรงเรียนประถมศึกษาฟุกเซิน จังหวัดลาวกาย ประชากร 99% ในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าไตและเหมื่อง มีผู้เรียนที่มีอายุถึง 56 ปี และบางคนเลิกเรียนไปนานกว่า 40 ปี ดังนั้น ชั้นเรียนจึงสามารถจัดขึ้นได้ทั้งในช่วงค่ำ ตอนกลางวัน หรือตอนเที่ยง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลทำการเกษตร ในตอนแรก ชั้นเรียนมี 40 คน เมื่อสิ้นสุดชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนเพิ่มขึ้นเป็น 45 คน และทุกคนต่างสำเร็จการศึกษา
ที่ฟุกเซิน ในแต่ละเดือน ผู้เรียนยังได้อ่านหนังสือพิมพ์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจครอบครัว ระหว่างเวลาเรียนยังมีกิจกรรมฟ้อน Xòe รำกระทบไม้ และเล่นวอลเลย์บอล ตัวหนังสือจึงไม่ได้แยกจากชีวิต แต่ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมของชุมชนอย่างลงตัว
ที่อำเภอชายแดน ดึ๊กเกอ จังหวัดยาลาย ในช่วงปี 2022–2025 ได้มีการเปิดชั้นเรียนขจัดการไม่รู้หนังสือ 20 ชั้น มีผู้เรียนมากกว่า 600 คน ทหารชายแดนยาลายยังได้จัดชั้นเรียนสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ ผู้ปกครองที่ต้องพาลูกหลานมาเรียนด้วยก็ยังได้รับเงื่อนไขที่อำนวยความสะดวกให้สามารถเรียนต่อได้
ในชั้นเรียนพิเศษเหล่านี้ ผู้เรียนไม่เพียงแต่ฝึกอ่านและเขียนเท่านั้น แต่พวกเขายังได้เรียนรู้การคิดคำนวณ การอ่านเอกสาร การนำความรู้ไปใช้ในการผลิต ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจเมื่อต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้าน
ชั้นเรียนขจัดการไม่รู้หนังสือในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ให้ประชาชนจำตัวหนังสือได้เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความต้องการในชีวิตจริง เช่น การคิดเงินเมื่อขายผลผลิตทางการเกษตร การทำเอกสาร การเข้าถึงบริการสาธารณะ การอ่านข้อมูล และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการผลิต นี่คือวิธีการส่งเสริมให้มีการฝึกใช้ความรู้ที่เรียนมา
ในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยหลายแห่ง นโยบายสนับสนุนค่าอาหาร ที่พัก การเรียน การเดินทาง พร้อมระบบโรงเรียนประจำกำลังช่วยให้เด็กๆ มีเงื่อนไขในการไปโรงเรียนที่ดีขึ้น ที่โรงเรียนประถม-มัธยมศึกษาตอนต้น จือตังยา ในจังหวัดยาลาย นักเรียนเกือบ 90% จากจำนวนประมาณ 500 คนเป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าชาราย ที่นี่ อัตราเด็กไปโรงเรียนเพิ่มขึ้น อัตราการเลิกเรียนกลางเทอมลดลง และคุณภาพการศึกษาได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น
เมื่อ 80 ปีก่อน ความคาดหวังคือการให้ประชาชนทุกคนอ่านออกเขียนได้ ในวันนี้ เป้าหมายนั้นได้ขยายไปสู่ความสามารถในการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสในการพัฒนาใหม่ๆ
จากขบวนการปวงชนศึกษา สู่ห้องเรียนยามค่ำคืนในหมู่บ้านห่างไกล จนถึงขบวนการปวงชนศึกษาดิจิทัลในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล จิตใจแห่งการเผยแพร่ความรู้ยังคงได้รับการสานต่อ เพื่อไม่ให้อุปสรรคทางภูมิศาสตร์ อายุ หรือเงื่อนไขชีวิต ขัดขวางการเข้าถึงการศึกษาได้.
