1. ในตลอดครึ่งศตวรรษของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เวียดนามและไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์หุ้นส่วน เนื่องในโอกาสนี้ ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนาม (VOV) ประจำประเทศไทยได้สัมภาษณ์ ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ร่วมดังกล่าว

“สำหรับความหมายของการเยือนครั้งต่างๆ ระหว่างผู้นำระดับสูงของสองประเทศในเวลาที่ผ่านมา ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ได้ประเมินว่า “ความสำคัญของการเยือนครั้งนี้มีความหมายกว้างไกลเกินกว่ากรอบทางการทูตทั่วไป ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้กลายเป็นกรอบความร่วมมือที่มีความเป็นรูปธรรมและมุ่งสู่อนาคตอย่างแท้จริง ที่น่าสนใจคือช่วงเวลาของการเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เรากำลังเห็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนต่างๆ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทยและการเยือนเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนแปลงและอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาทั้งความเป็นเอกภาพและบทบาทการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจึงไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของสองประเทศเท่านั้น หากยังเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ที่เติบโตมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยและเวียดนามกำลังยืนยันบทบาทของตนในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์ร่วม” ต่อเสถียรภาพของภูมิภาค ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจและอนาคตของอาเซียน”

2. เวที ASEAN Future Forum (AFF) ณ กรุงฮานอย เป็นเวทีที่ผู้นำในภูมิภาคหารือเกี่ยวกับมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนท่ามกลางความผันผวนของโลก ในมุมมองที่เป็นนักวิชาการ ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามและไทยที่จะมีส่วนร่วมต่อวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045

“วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต แต่ค้ำประกันให้อาเซียนธำรงสถานะและความสอดคล้องในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสภาวการณ์ดังกล่าว การประสานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามกับไทยมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในฐานะสองประเทศกำลังพัฒนาระดับกลางที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในภูมิภาค ทั้งไทยและเวียดนามร่วมกันมีสัดส่วนเกือบ 1/3 ของ GDP และประชากรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ ซึ่งเปิดศักยภาพความร่วมมืออีกมาก ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองประเทศยังมีผลประโยชน์ร่วมกันในการธำรงเสถียรภาพของภูมิภาค ส่งเสริมการผสมผสานด้านทางเศรษฐกิจและปกป้องบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในโครงสร้างภูมิภาค ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและเวียดนามสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 ได้ผ่าน 3 แนวทางหลัก หนึ่งคือ การผลักดันการผสมผสานเข้ากับกระแสเศรษฐกิจอย่างกว้างลึกผ่านการเพิ่มการเชื่อมโยง เช่น ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานและการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน สองคือ ขยายความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พลังงานและการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ สามคือ การทำหน้าที่เป็น “ผู้สร้างสะพาน” ภายในอาเซียน เพื่อรักษาฉันทามติและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิก ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบัน ไทยและเวียดนามไม่เพียงแต่เป็นหุ้นส่วนทวิภาคี แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ยุทธศาสตร์ในการกำหนดทิศทางอนาคตของอาเซียนมากขึ้น”

3. ความมั่นคงทางพลังงานและการขยายตัวแห่งสีเขียวเป็นหัวข้อหลักของการประชุม AFF ในครั้งนี้ จากมุมมองของนักวิชาการ นวัตกรรมเชิงรูปธรรม หรือขอบเขตของการดำเนินงานใดบ้างที่จะเป็นแรงพลังขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสีเขียวระหว่างเวียดนามและไทย

“ฉันคิดว่า ประเทศไทยจะเข้าถึงประเด็นนี้จากมุมมองเชิงปฏิบัติ โดยมีความตระหนักชัดเจนว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ไม่ได้แยกจากกันอีกต่อไป แต่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชัด ประเด็นแรกที่ประเทศไทยสามารถส่งเสริมบทบาทได้ คือ การส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านพลังงานในระดับภูมิภาค ความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตของอาเซียนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละประเทศเพียงลำพัง แต่จะอาศัยเครือข่ายการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนและการร่วมพลังงานของทั้งภูมิภาค ประเทศไทยให้การสนับสนุนโครงการริเริ่มต่าง ๆ เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่สอง คือ ในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยมีศักยภาพและประสบการณ์จริงที่สำคัญในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน นอกจากนี้ สถานประกอบการของไทยยังได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคอีกด้วย ประเด็นที่สามมีความเกี่ยวข้องถึงห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจแห่งสีเขียว ภายใต้แรงกดดันจากตลาดโลก ประเทศไทยกำลังผลักดันโครงการริเริ่มด้านการลดคาร์บอน ส่งเสริมการผลิตแห่งสีเขียวและการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาขาที่เวียดนามมีจุดแข็งและมีความก้าวหน้าอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแรงพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อความร่วมมืออย่างกว้างลึกระหว่างเวียดนามกับไทย โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ไม่สามารถจำกัดอยู่ภายในพรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่งได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือของทั้งสองประเทศมีความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดแข็งที่เกื้อหนุนและเสริมกัน ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและบริการโลจิสติกส์ ขณะที่เวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญ เมื่อผสานศักยภาพเข้าด้วยกัน ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะกลายเป็นแรงพลังขับเคลื่อนหลักของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของอาเซียนโดยรวม ไทยและเวียดนามอยู่ในตำแหน่งที่เอื้ออำนวยในการพิสูจน์ให้เห็นว่า การขยายตัวแห่งสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกด้วย”

ขอขอบคุณ ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ที่ตอบสัมภาษ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนาม

ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามประจำประเทศไทย