ผลการค้นหาที่สวนสาธารณะเลถิเรียงในวันนี้มาจากการเตรียมงานอย่างต่อเนื่องในหลายปีผ่านการสอบถามพยานหลายสิบครั้ง การตรวจสอบเอกสารหลายพันหน้าและการลงพื้นที่สำรวจหลายรอบโดยใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี 2018 เมื่อนายเหงียนซวนทั้ง สถาปนิกและสมาชิกครอบครัวทหารพลีชีพได้พบภาพถ่ายประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งโดยบังเอิญขณะค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่รอการฝังศพ แต่ในเวลานั้นไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ถูกระบุเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล เหตุการณ์ ช่วงเวลาหรือสถานที่ แต่นายเหงียนซวนทั้ง ไม่ยอมท้อถอยโดยตั้งใจวิเคราะห์รายละเอียดทุกจุดในภาพเพื่อหาเบาะแส
“ผมต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงพบภาพถ่ายที่สอง ซึ่งเป็นภาพชายคนหนึ่งถือขวดยาฆ่าเชื้อยืนอยู่ในสุสาน โชคดีที่ด้านหลังภาพมองเห็นย่านชุมชน อาคารหลายหลังและหอเก็บน้ำ พวกเราเปรียบเทียบ ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลอยู่หลายครั้ง จนยืนยันได้ว่า สถานที่แห่งนี้คือสวนสาธารณะเลถิเรียงในปัจจุบัน”
จุดเปลี่ยนสำคัญของการค้นหาเกิดขึ้นเมื่อนายเหงียนซวนทั้งได้เข้าถึงคลังภาพของสำนักข่าว AP โดยพบภาพถ่ายสีภาพหนึ่งที่มีคำบรรยายภาพระบุชัดว่า ถ่ายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ปี 1968 ขณะกรรมกรไซ่ง่อนกำลังฝังศพทหารพลีชีพเพื่อชาติและประชาชนในหลุมศพหมู่ พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น “หลุมร่องที่สาม”
หลังจากยืนยันได้ทั้งสถานที่และช่วงเวลาแล้ว คณะผู้เชี่ยวชาญที่มีนายเหงียนซวนทั้งเป็นหัวหน้าจึงเริ่มการกำหนดพิกัด โดยใช้แนวอาคารที่ปรากฏในภาพไปเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของชุมชนนามจ่าม (Nam Trạm) เมื่อปี 1975 และเปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศของสุสานเจอะเหลิน (Chợ Lớn) ในปี 1969 ปี1972 ปี 1975 แผนที่นครโฮจิมินห์หลังปี 1975 และแผนที่ปัจจุบัน พันเอก บุ่ยเอียนติ๋ง รองผู้อำนวยการกรมปฏิบัติการต่อสู้ของกรมเสนาธิการใหญ่สังกัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า
“คณะผู้เชี่ยวชาญจัดทำเอกสารอย่างละเอียด ทั้งการรวบรวมข้อมูล การประมวลผลและการวิเคราะห์ทางเทคนิค การศึกษาทั้งหมดใช้เวลาเกือบ 8 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2018 ถึงเดือนพฤษภาคมปี 2026 เฉพาะการยืนยันภาพถ่ายทั้งสามใบที่ถ่ายในบริเวณสวนสาธารณะเลถิเรียงในปัจจุบัน (เดิมคือสุสานจี๊หว่า–เจอะกว๊าน) ก็ต้องใช้เวลาศึกษานานถึง 4 ปี ทีมนักสืบค้นใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากเฮลิคอปเตอร์และภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกไว้ในปี 1969 และปี 1972 จากนั้นจึงวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ใช้อัลกอริทึมจับคู่ภาพพื้นที่จริง แปลงระบบพิกัด และไล่เรียงซ้อนทับข้อมูลหลายชั้น (layer) เพื่อค้นหาร่องรอยของหลุมศพ”
ในกระบวนการนี้ ยังมีพยานทางประวัติศาสตร์หลายคนได้ให้ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์มาก
“ในช่วงตรุษเต๊ตปี 1968 เวลาประมาณ 9–10 โมงเช้า หนึ่งวันหลังการลุกขึ้นสู้ ผมกับเพื่อนๆ วิ่งไปเล่นที่สุสานและได้เห็นการฝังศพหมู่ด้วยตาตนเอง”
“วันนั้น บริเวณโองตา–ไบ๋เหี่ยนมีการสู้รบอย่างดุเดือด ผมเห็นเฮลิคอปเตอร์หลายลำยิงจรวดลงมาอย่างหนัก ด้วยความอยากรู้จึงเดินไปดูและเมื่อเดินผ่านสุสานโดแถ่ง ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ จึงเข้าไปดู และเห็นมีร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หลายสิบร่างถูกรวบรวมไว้บริเวณด้านข้างอาคารเก็บศพ”
“สิ่งที่ผมจำได้ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างสวนสาธารณะเลถิเรียงเมื่อปี 1987 โดยในระหว่างการก่อสร้าง รถขุดดินได้พบกระดูกจำนวนมาก ในฐานะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องสถานที่แห่งนี้ ผมได้เห็นด้วยตาตัวเองทั้งกระดูกแขน กระดูกขา รวมถึงเสื้อผ้า ซองกระสุน รองเท้าแตะยางและระเบิดมือหนึ่งลูก”
จากคำบอกเล่าของพยาน ร่วมกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทีมสืบค้นค่อยๆ ตีวงพื้นที่ได้ พลตรี เจิ่นจี๊เติม รองผู้ชี้นำทางการเมืองกองทัพภาคที่ 7 และหัวหน้าคณะกรรมการชี้นำแห่งชาติเกี่ยวกับการค้นหา รวบรวมและระบุตัวตนของอัฐิทหารพลีชีพเพื่อชาติ (คณะกรรมการชี้นำ 515) กองทัพภาคที่ 7 กล่าวว่า จำนวนทหารพลีชีพเพื่อชาติที่ถูกฝังไว้ในสวนสาธารณะเลถิเรียงอาจมีมากถึงประมาณ 900–1,000 นาย
“ปัจจุบัน มีจุดสังเกตสำคัญสองอย่าง คือ ต้นมะขามเทศและหอเก็บน้ำในภาพถ่ายต้นฉบับ ผมเห็นว่า เอกสารของทีมสืบค้นและรายงานตรวจสอบของกรมเสนาธิการใหญ่มีความถูกต้องอย่างมาก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญให้เราดำเนินการในขั้นตอนต่อๆไป”
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ในสวนสาธารณะเลถิเรียง ดินแต่ละชั้นกำลังถูกขุดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ด้วยความหวังที่จะได้พบเหล่าผู้กล้าที่สละชีพเพื่อชาติในการลุกขึ้นสู้เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีวอก 1968 เพื่อให้ทุกคนได้กลับคืนสู่ภูมิลำเนาหลังจากที่ต้องรอคอยมานานหลายทศวรรษ.
