ช่วงปลายเดือนสิงหาคม กรุงฮานอยถูกประดับประดาไปด้วยธงชาติและดอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศเตรียมต้อนรับวันชาติ ส่วนตามพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน สถานที่ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ตำบลและแขวงทั่วกรุงฮานอยก็มีการจัดนิทรรศการและการแสดงศิลปะ อย่างเช่นในคืนวันที่ 2 กันยายน โรงละครแจ่วฮานอยจะจัดการแสดงบริเวณสวนดอกไม้บริเวณวิหารบ่าเกียว ขณะที่โรงละครฮานอย โรงละครก๋ายเลืองฮานอยและโรงละครหุ่นกระบอกน้ำทังลองจะจัดการแสดงนอกสถานที่ที่ตำบล ฟุกเซิน บ๊าตจ่าง และด๋ายเซวียน ส่วนเมื่อค่ำวันที่ 19 สิงหาคม รายการ “จากฤดูใบไม้ร่วงแห่งเอกราช” ที่สวนสาธารณะเกิ่วไหย้ ถือเป็นการเปิดกิจกรรมฉลองด้วยบทเพลงอมตะที่ย้อนรำลึกถึงบรรยากาศของการปฏิวัติเดือนสิงหาคมและวันชาติ 2 กันยายน ซึ่งการแสดงศิลปะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมแต่งสีสันให้กับช่วงเทศกาลสำคัญของเวียดนามเท่านั้น หากยังนำเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศ ผู้คนและช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ในอดีตให้เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
หนึ่งในเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดด้วยวิธีการที่ใกล้ชิดและเข้าถึงผู้ชมมากขึ้นคือละครเพลงของโรงละครต๋วยแจ๋เรื่อง “วัยเยาว์อันดุเดือด” (Tuổi thơ dữ dội) ซึ่งกำกับโดยศิลปินยอดเยี่ยม แอ๊งเตวี๊ยด และเขียนบทโดย บุ่ย ห่ง เก๊ว ดัดแปลงจากผลงานชื่อเดียวกันของนักเขียน ฝุ่งกว๊าน ผลงานเรื่องนี้มีฉากหลังเป็นเมืองเว้ในช่วงสงครามต่อต้านฝรั่งเศส โดยเล่าเรื่องราวของเด็กและเยาวชนในหน่วยลาดตระเวนเยาวชนของกรมทหารเจิ่นกาวเวิน อาทิ หมึ่ง กวิ่ง “นกไนติงเกล” เหลือม หวิญ “เซือ” ตือยาต และคนอื่น ๆ แม้ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางดงระเบิดและเผชิญอันตรายต่าง ๆ แต่ตัวละครเหล่านี้ยังคงรักษาความไร้เดียงสาของวัยเยาว์ ความปรารถนาในเสรีภาพและจิตใจแห่งความรักชาติอันแรงกล้าเอาไว้ ผ่านเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจเพื่อการปฏิวัติของเด็กชายและเด็กหญิง ผลงานเรื่องนี้ได้สะท้อนภาพของเยาวชนเวียดนามรุ่นหนึ่งที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ พร้อมเสียสละเพื่อเอกราชของประชาชาติ ละครเวทีเรื่องนี้ผสมผสานภาษาของละครเพลงเข้ากับการแสดง ดนตรี การขับร้องและการเต้น รวมถึงการสื่อสารผ่านภาษากาย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจและเข้าถึงผู้ชมรุ่นเยาว์ได้เป็นอย่างดี ศิลปินยอดเยี่ยม แอ๊งเตวี๊ยด กล่าวถึงบทละครนี้ว่า
“เรามองว่านี่ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่เราต้องการสร้างละครเวทีที่ฟื้นฟูประวัติศาสตร์ผ่านชะตากรรมของตัวละคร ผ่านจิตใจและการตัดสินใจของตัวละครวัยเยาว์ สิ่งที่พิเศษคือ เราไม่ต้องการนำเสนอสงครามให้เป็นเพียงภาพของการสู้รบและการเสียสละเท่านั้น เพราะเบื้องหลังสงครามยังมีผู้คนต่างๆ เมื่อผู้ชมได้เห็นเพื่อนคนหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งหรือใครสักคนที่มีอายุเท่ากับตนเอง เมื่อประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทาย พวกเขาก็ได้ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าสิ่งใด ถือความปลอดภัยของสหายเหนือความปลอดภัยของตนเองและการเสียสละนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ห่างไกล หากเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่เรียบง่ายของคนหนุ่มสาวในบทละคร”
ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 81 ปีวันชาติ สหพันธ์กายกรรมเวียดนามได้ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านการแสดง “พลังแห่งจิตใจเวียดนาม” (Hào khí Việt Nam) โดยเปิดเรื่องราวผ่านสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคกษัตริย์หุ่ง ตำนานเทพมังกรหลากลองกวนและนางฟ้าเอิวเกอ จนถึง “ห่าวคี้ดงอา” หรือจิตใจความรักชาติอันกล้าหาญแห่งราชวงศ์เจิ่นและภาพของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน ผ่านการแสดงกายกรรม บรรดาศิลปินไม่เพียงแต่ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เท่านั้น หากยังต้องการส่งต่อความรู้สึกและความภาคภูมิใจที่มีต่อประเทศและผู้คนเวียดนามไปยังผู้ชมด้วย ศิลปินประชาชน โต๊ง ตว่าน ทั้ง ประธานสหพันธ์ฯ กล่าวว่า
“ไฮไลต์ของการแสดงคือ “ห่าวคี้ดงอา” โดยเป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้เครื่องแต่งกายของเหล่าแม่ทัพในสมัยราชวงศ์เจิ่น และให้นักแสดงสวมบทบาทเป็นนักรบผู้กล้าหาญในยุคนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกบนเวทีกายกรรมที่ผู้ชมสามารถเห็นเหล่าแม่ทัพขี่ม้า รวมทั้งนักรบในสมัยราชวงศ์เจิ่นฝึกศิลปะการต่อสู้ แสดงความสามารถและฝีมือของตนเอง ในช่วงท้ายของการแสดง เราผสมผสานกับบทเพลง “ในบ้านผมมีธงชาติหนึ่งผืน” และ “ความดีเลิศแห่งเวียดนาม” พร้อมด้วยหญิงสาวในชุดอ๋าวหญ่ายสีขาวและสวมงอบ ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเวียดนาม ผ่านการแสดงกายกรรม พวกเราพยายามถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกไปยังผู้ชม โดยเฉพาะความภาคภูมิใจและความรักที่มีต่อมาตุภูมิ”
ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์สตรีเวียดนามได้จัดนิทรรศการ “วัยเยาว์จากเส้นทางเจื่องเซินสู่เส้นทาง 1C แห่งตำนาน” เพื่อนำผู้ชมย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งสงครามการต่อสู้อเมริกาเพื่อกู้ชาติ ผ่านเรื่องราวของคนรุ่นต่าง ๆ ที่ได้อุทิศช่วงวัยเยาว์ให้แก่เอกราช สันติภาพ และการรวมประเทศเป็นเอกภาพ นาง เหงวียน ถิ เตวี๊ยด ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สตรีเวียดนามกล่าวว่า
“นิทรรศการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อคนรุ่นใหม่ในวันนี้ว่า แม้สงครามจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจดจำและยกย่อง เพื่อเตือนใจตนเองว่า คนรุ่นปัจจุบันควรเดินหน้าสานต่ออย่างไรและต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงในยุคใหม่แห่งการพัฒนา เพื่อสร้างประเทศให้นับวันพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น”
ควบคู่กับการจัดการแสดงศิลปะเพื่อให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับชม ในค่ำวันที่ 2 กันยายน กรุงฮานอยจะจัดการแสดงดอกไม้ไฟในพื้นที่ 5 จุด เพื่อร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความปลาบปลื้มยินดีในวันชาติ และในช่วงเวลานี้ แสงไฟจากเวทีการแสดงศิลปะ พื้นที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ไม่เพียงแต่เติมสีสันให้กับเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองเท่านั้น หากยังมีส่วนร่วมช่วยให้ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงสิ่งที่คนรุ่นก่อนต้องเผชิญและตระหนักถึงคุณค่าของเอกราชและสันติภาพที่มีในวันนี้ให้มากยิ่งขึ้น./
