ภูเขานอนเนือก (Non Nước ) หรือที่รู้จักในชื่อ หยุกทุ้ยเซิน (Dục Thuý Sơn) ตั้งอยู่ในแขวงฮวาลือ จังหวัดนิงบิ่งห์ ได้รับการขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์บทกวีธรรมชาติอันล้ำค่าเนื่องจากมีชุดจารึก “มาญาย” บนหน้าผาหินที่ปรากฎตั้งแต่เชิงเขาจนถึงยอดเขา คำว่า “มา” หมายถึงการสลักหรือขัดเกลา ส่วน “ญาย” หมายถึงหน้าผาหินบนภูเขา ดังนั้น “มาญาย” จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของงานศิลาจารึกบนหิน ปัจจุบัน บนภูเขานอนเนือกยังคงมีชุดจารึก “มาญาย” รวม 43 หน้า โดยมีลักษณะเฉพาะตัวเนื่องจากได้ถูกสลักลงบนหน้าผาโดยตรง มีอายุราว 7 ศตวรรษ ผ่านระยะเวลาแห่ง 5 ราชวงศ์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เจิ่น (ศตวรรษที่ 14) จนถึงปีที่ 9 แห่งรัชสมัยจักรพรรดิ บ๋าวด๋าย (ปีค.ศ. 1934 ศตวรรษที่ 20) นาย นาซีร์ อุดดิน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศกล่าวว่า
“ชุดจารึกหินเหล่านี้กำลังเก็บรักษาเรื่องราวของคนเวียดนามในตลอดระยะเวลา 7 ศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมิใช่เป็นเพียงข้อความหรือตัวอักษรที่สลักอยู่บนหินเท่านั้น หากยังบรรจุเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและขนบวรรณกรรมของเวียดนามในแต่ละยุคสมัยเอาไว้ด้วย เราสามารถเรียนรู้ว่าชาวเวียดนามในอดีตมีวิธีคิด การดำรงชีวิตและการแสดงออกถึงตัวตนอย่างงดงามเพียงใดในตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นแหล่งองค์ความรู้สำหรับการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาการท่องเที่ยวให้แก่ทั้งเวียดนามและประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย”
ด้วยศิลปะการขัดแต่งผิวหินเพื่อสลักตัวอักษร ชุดจารึก“มาญาย” จึงเป็นการผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปะการเขียนตัวอักษรกับธรรมชาติและด้วยลวดลายประดับที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์วัฒนธรรมของคนเวียดนาม พร้อมทั้งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านการปรากฏและการหลอมรวมของลัทธิขงจื๊อ พุทธศาสนาและลัทธิเต๋าควบคู่กับประเพณีการบูชาเทพมารดา “เหมาตามฝู” นอกจากนี้ ศิลาจารึก “มาญาย” ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบการถือครองที่ดิน การแพทย์พื้นบ้านและกิจกรรมการสงเคราะห์สังคมในอดีต โดยเฉพาะการบันทึกชื่อสตรีผู้ที่มีคุณูปการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยนักในสังคมศักดินาของเวียดนาม นายเจืองดิ่งเตื่อง ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์จังหวัดนิงบิ่งห์กล่าวว่า
“สถานที่แห่งนี้ได้เก็บรักษาขนบธรรมเนียมอันพิเศษเอาไว้ นั่นคือประเพณีการสนทนาระหว่างชนชั้นสูงของประเทศกับธรรมชาติผ่านบทกวีและส่งต่อความทรงจำเหล่านั้นให้แก่คนรุ่นหลัง คุณค่าของภูเขาหยุกทุ้ยเซินไม่เพียงอยู่ในข้อความที่ถูกสลักไว้บนแผ่นหินเท่านั้น หากยังอยู่ในกระบวนการที่ผู้คนหลายรุ่นได้ร่วมกันสืบทอดมหากาพย์ทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง”
ชุดจารึก “มาญาย” บนภูเขานอนเนือกเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของอักษร ภาษา โดยเฉพาะภาษาเวียดนามโบราณ ซึ่งในจำนวนจารึก“มาญาย” 43 หน้าที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ มี 37 หน้าที่จารึกด้วยอักษรฮั่น–โนมและอีก 6 หน้าที่ใช้อักษรก๊วกหงือ ซึ่งความหลากหลายในอักษรเหล่านี้ช่วยให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งข้อมูลอันทรงคุณค่าสำหรับนักวิชาการจากนานาประเทศ เมื่อปี 1912 ศาสตราจารย์ Henri Maspéro ชาวฝรั่งเศสได้นำข้อมูลจากจารึก “มาญาย” บนภูเขานอนเนือกมาใช้ศึกษาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางเสียงของภาษาเวียดนามและเผยแพร่ผลงานดังกล่าวในวารสารของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ ต่อมาอีก 95 ปี นักวิชาการชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งก็ได้เดินทางมาสำรวจภูเขานอนเนือกและจัดทำงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับอักษรโนมและได้เพิ่มเติมอักษรต้องห้ามแห่งราชวงศ์เจิ่น
จากคุณค่าที่สำคัญเหนือกาลเวลาเหล่านี้ จารึก “มาญาย” บนภูเขานอนเนือกจึงได้รับการจัดทำเอกสารเสนอชื่อเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการโครงการความทรงจำแห่งโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกย่านเอเชีย–แปซิฟิก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสาร ขณะเดียวกัน ทางการจังหวัดนิงบิ่งห์ยังออกคำมั่นและเสนอแนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมคุณค่าของมรดกดังกล่าวอย่างยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง นางหวูแทงหลิก รองผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมและการกีฬาจังหวัดนิงบิ่งห์ กล่าวว่า
“ในตลอดเกือบ 700 ปีที่ผ่านมา ตัวอักษรที่จารึกอยู่บนหน้าผาแห่งภูเขานอนเนือกได้ทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาของมนุษย์ ความงดงามทางวรรณศิลป์ และจิตใจแห่งวัฒนธรรมเวียดนาม กระบวนการนำศิลาจารึกเหล่านี้ยื่นเสนอต่อยูเนสโกเพื่อรับรองเป็นมรดกเอกสารนั้นคือการนำคุณค่าวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กลายเป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลก เราให้คำมั่นที่จะอนุรักษ์ความดั้งเดิมของมรดกแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ครบถ้วน พร้อมทั้งเร่งส่งเสริมการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลและพัฒนาฐานข้อมูลแบบเปิดเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ความร่วมมือในการวิจัยทั้งภายในและระหว่างประเทศ”
ชุดจารึก “มาญาย” ที่เงียบสงบในจังหวัดนิงบิ่งห์กำลังมีโอกาสก้าวสู่เวทีโลกเพื่อยืนยันคุณค่าเวียดนามบนแผนที่มรดกโลก โดยอักษรแต่ละตัวที่ถูกสลักลึกลงบนหน้าผาล้วนส่งสารที่หล่อเลี้ยงความภาคภูมิใจให้แก่คนเวียดนามรุ่นแล้วรุ่นเล่า.
