เมื่อก้าวเข้าไปในร้านหนังสือเก่าก็เปรียบเสมือนกำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่พิเศษแห่งหนึ่ง ผู้อ่านไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อค้นหาและซื้อหนังสือเท่านั้น แต่ยังได้ดื่มด่ำไปกับแหล่งความรู้ที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายของวันวาน
เดินผ่านตรอกแคบ ๆ ที่มีกลิ่นดินชื้น แสงไฟสีเหลืองและบันไดเล็ก ๆ จะพบกับบ้านชั้นเดียวที่ทาด้วยสีเขียว ที่นี่คือร้านหนังสือ Mão หนึ่งในร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดบนถนนดิงห์เหละ กรุงฮานอย ร้านหนังสือแห่งนี้เปิดดำเนินการมานานกว่า 30 ปีและเป็นจุดหมายที่คุ้นเคยของผู้อ่านจำนวนมากทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ ที่นี่ทั้งพื้นร้าน ชั้นวางหนังสือและฝ้าเพดานล้วนทำจากไม้ หนังสือถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านสะดวกต่อการค้นหาและเลือกซื้อ นางหง็อกแอง บุตรสาวของเจ้าของร้านหนังสือ Mão กล่าวว่า
“ในด้านภาษาที่ใช้ในหนังสือเก่า สมัยก่อนบรรดานักวิชาการได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาเป็นอย่างดี รวมทั้งศึกษาวิจัยด้านภาษาอย่างละเอียด ในด้านการแปล แม้จะเป็นผลงานชิ้นเดียวกัน แต่ฉบับแปลในสมัยก่อนกับฉบับแปลในปัจจุบันก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้ กลิ่นกระดาษของหนังสือเก่ายังมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก คุณค่าของหนังสือเก่านั้นแตกต่างจากหนังสือใหม่ รวมถึงหนังสือเสียงและ E-book”
หนังสือเก่าที่มีข้อความบันทึกไว้ตามขอบกระดาษ ลายมือของเจ้าของในสมัยก่อน ตราประทับที่หมึกจางหรือหน้ากระดาษที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามกาลเวลา ล้วนสร้างคุณค่าเฉพาะตัวที่ยากจะหาได้จากหนังสือใหม่ นอกเหนือจากความรู้แล้ว หนังสือเก่ายังสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ สำหรับนักวิจัยหรือนักสะสมจำนวนมาก ร้านหนังสือเก่าถือเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าในการค้นหาเอกสารและข้อมูลหายาก นาย กวาน วี เมียน นักวิจัยด้านภาษา ซึ่งปัจจุบันมีอายุเกือบ 80 ปีกล่าวว่า
“หนังสือเก่าทำให้ผมหวนรำลึกถึงความทรงจำในช่วงวัยหนุ่ม ในช่วงทศวรรษ 1960–1970 หนังสือเหล่านี้หายากมาก หนังสือบางเล่มที่ผมเคยอ่านในสมัยก่อน จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังจำได้ หากพบก็จะซื้อเก็บไว้อีกครั้ง หนังสือเก่ามีคุณภาพสูงทั้งในด้านวรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ เมื่อเขียนบทความวิจัย ผมมักค้นคว้าและคัดข้อมูลจากหนังสือเก่าเหล่านั้น”
ร้านหนังสือเก่าที่แทรกตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ กลิ่นกระดาษเก่ากับฝุ่นที่จับตามกาลเวลา ซึ่งชั้นวางหนังสือแต่ละชั้นล้วนเก็บเรื่องราวที่ผ่านกาลเวลามานานหลายทศวรรษ เบื้องหลังร้านหนังสือเก่าแต่ละแห่งคือผู้ที่กำลังทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้
ปัจจุบัน การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้ทำให้ร้านหนังสือเก่าหมดเสน่ห์ในสายตาของคนรุ่นใหม่ โดยมีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยยังคงเดินทางมายังสถานที่เหล่านี้ ไม่เพียงเพื่อซื้อหนังสือในราคาที่เข้าถึงได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่แตกต่าง แทนที่จะใช้เวลาจ้องหน้าจอโทรศัพท์ โดยสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงพลิกดูหนังสือทีละกองอย่างใจเย็น เพื่อค้นหาหนังสือที่ตรงกับความสนใจ การได้สัมผัสหน้ากระดาษและได้กลิ่นหมึกพิมพ์ที่จางลงตามกาลเวลาก็รู้สึกเป็นจริงและสัมผัสได้ สำหรับพวกเขา การค้นพบหนังสือทรงคุณค่าสักเล่ม เปรียบเสมือนการได้ย้อนกลับไปสัมผัสคุณค่าและความงดงามในอดีต
“ตั้งแต่วัยเด็ก พ่อแม่ได้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่ดิฉัน มีหนังสือบางเล่มที่พ่อแม่ซื้อให้หรือหนังสือที่ฉันเคยอ่านจากห้องสมุดแต่ตอนนี้ฉันไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านหนังสือใหม่ เมื่อมาค้นหาหนังสือเก่า ฉันรู้สึกเหมือนกำลังค้นหาส่วนหนึ่งของวัยเด็กและได้หวนรำลึกถึงวันวานที่ทั้งครอบครัวเคยอ่านหนังสือด้วยกัน เมื่อได้พบหนังสือเล่มที่ฉันเคยอ่านในวัยนั้นอีกครั้ง ฉันแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะรู้สึกเหมือนได้พบสิ่งที่เคยสูญหายไป การกลับมาค้นหาหนังสือเก่ายังช่วยให้ฉันใช้ชีวิตช้าลงอีกด้วย”
“ฉันมาหาหนังสือเก่าเพราะหนังสือเหล่านี้มีลักษณะที่แตกต่างออกไป บางเล่มเป็นฉบับพิมพ์ซ้ำที่มีปกสวยงาม มีการเขียนคำอ่านตามเสียงอย่างดีที่ไม่สามารถเห็นพบในปัจจุบันได้”
นอกจากนี้ ร้านหนังสือเก่ายังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณกรรม ประวัติศาสตร์และศิลปะ ในพื้นที่แห่งนี้ ความรู้ถูกส่งต่ออย่างเรียบง่ายและใกล้ชิด ช่วยหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการอ่านในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว./.
