81 ปีหลังการปฏิวัติเดือนสิงหาคม ผลลัพธ์จากประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจเกี่ยวกับการปฏิวัติที่นำเอกราชมาสู่ประเทศเท่านั้น หากยังเป็น "วิธีการ" ปลุกเร้าพลังที่เข้มแข็งของประชาชน การใช้โอกาส การพึ่งตนเองและการมีปฏิบัติการอย่างเด็ดขาดเพื่อแปรความคาดหวังให้เป็นจริง

รับโอกาส ดำเนินงานอย่างเด็ดขาดและปลุกเร้าพลังที่เข้มแข็งของประชาชน

การปฏิวัติเดือนสิงหาคมเป็นผลของการเตรียมความพร้อมอย่างยาวนาน โดยเมื่อโอกาสมาถึง การปฏิวัติได้ดำเนินงานอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว นาย เหวียน ยวี เนียน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้วิเคราะห์ว่า

"โอกาสคือสิ่งสำคัญมาก เพื่อได้รับชัยชนะและช่วงชิงเอกราชในการปฏิวัติเดือนสิงหาคมปี 1945 ประธานโฮจิมินห์ได้เลือกช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสถูกญี่ปุ่นขับไล่ออกจากอินโดจีน และญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรโลกยังไม่ได้ตัดสินใจว่า ใครจะเป็นผู้ปกครองดินแดนอาณานิคม ซึ่งเป็นช่วงสูญญากาศทางอำนาจ และ ประธานโฮจิมินห์ก็ได้ใช้โอกาสนี้นำพาประชาชนลุกขึ้นสู้ ยึดคืนอำนาจ สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม"

บทเรียนดังกล่าวยังคงมีความหมายเป็นพิเศษในสภาวการณ์ปัจจุบัน เมื่อโอกาสการพัฒนากำลังมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งบทเรียนของปี 1945 นั้นหมายถึงการมองเห็นโอกาส การเตรียมความพร้อมทางด้านศักยภาพและการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

อีกหนึ่งบทเรียนยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติเดือนสิงหาคม คือการส่งเสริมพลังที่เข้มแข็งของประชาชน นี่คือการปฏิวัติของมวลชน ซึ่งพลังของประชาชนนับล้านคนได้รับการระดมจนกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติ 81 ปีต่อมา แหล่งพลังที่สำคัญที่สุดของประเทศยังคงเป็น "คนเวียดนาม" ดังนั้น การพัฒนาในวันนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการระดมแหล่งพลังเพิ่มเท่านั้น หากที่สำคัญกว่าคือ "การกระตุ้นแหล่งพลัง" เมื่อประชาชนได้รับโอกาสในการพัฒนา ภาคธุรกิจมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ปัญญาชนมีพื้นที่สร้างสรรค์และคนรุ่นใหม่ได้รับโอกาส พลังของแต่ละบุคคลจะสอดประสานกันจนกลายเป็นพลังของชาติ นายดั๋งวันเกื่อง ทนายความจากสมาคมทนายความกรุงฮานอยแสดงความเห็นว่า

"พรรคและรัฐเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อปัจจัยที่ถือการพัฒนาของประชาชนเป็นบรรทัดฐานความเจริญ เรากำลังสร้างรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัลและพลเมืองดิจิทัล เพื่อค้ำประกันสิทธิผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกคน”

การถือประชาชนเป็นศูนย์กลางคือการสานต่อจิตใจแห่งการปฏิวัติเดือนสิงหาคม นั่นคือ พลังของประเทศชาติเริ่มต้นจากพลังของประชาชน และความมุ่งมั่นของประเทศก็ถูกสร้างขึ้นมาจากความมุ่งมั่นของประชาชนทุกคน

พึ่งตนเอง แปรความมุ่งมั่นให้เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนา

ชัยชนะการปฏิวัติเดือนสิงหาคมได้เปิดศักราชแห่งประเทศเวียดนามที่มีเอกราช ในโลกยุคปัจจุบัน จิตใจแห่งเอกราชนั้นได้รับการสานต่อผ่านศักยภาพในการพึ่งตนเองและการสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง

การพึ่งตนเองไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากเวียดนามได้เดินหน้าผสมผสานเข้ากับกระแสโลกในเชิงรุก ใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้และตลาดสากล เป็นประเทศผสมผสานเข้ากับกระแสโลกในเชิงลึกแต่ไม่ทิ้งจุดยืนที่มี เปิดประเทศแต่มีอิสระ ร่วมมืออย่างกว้างขวางแต่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศและประชาชาติเป็นอันดับแรกเสมอ นั่นคือการสานต่อจิตใจแห่งเอกราชในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 ในสภาวการณ์ใหม่

เพื่อแปรความมุ่งมั่นให้เป็นจริง เวียดนามจึงเร่งปฏิรูปอย่างเคร่งครัด กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม แก้ไขอุปสรรคด้านกลไก นโยบาย โครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ พร้อมทั้งใช้โอกาสจากยุคสมัยอย่างเต็มที่ เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ย้ำว่า

"เราต้องมองเห็นโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆ และแปรโอกาสให้เป็นผลงาน ไม่คิดแต่นั่งรอโอกาส และไม่อาจรอแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องมั่นใจแต่ไม่ประมาท กล้าคิดกล้าทำแต่ไม่เสี่ยง ยืดหยุ่นแต่ยึดมั่นในหลักการ ขยายความร่วมมือควบคู่กับการเสริมสร้างการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์ ศักยภาพและความสามารถในการฟื้นตัว"

การปฏิวัติในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 ได้เปิดศักราชใหม่ให้แก่ประชาชาติ การปฏิวัติในฤดูใบไม้ร่วงในปัจจุบันนี้ได้กำหนดความต้องการใหม่ นั่นคือการแปรดอกผลแห่งเอกราชให้เป็นแหล่งพลังเพื่อพัฒนา แปรความมุ่งมั่นเกี่ยวกับประเทศเวียดนามที่แข็งแหร่งมั่งคั่ง ให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมในชีวิตจริง และนั่นก็คือวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการสานต่อคุณค่าของการปฏิวัติเดือนสิงหาคม เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนนำเวียดนามก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งในยุคใหม่.