เพื่อเร่งกระตุ้นการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี เวียดนามกำลังผลักดันมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตและใช้ศักยภาพของระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% คือการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ การระดมการลงทุนของภาคเอกชน การเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจภายในประเทศและการผลักดันการส่งออก

กระตุ้นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศโดยตรง คือ การผลักดันการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ โดยรัฐบาลเวียดนามได้กำหนดให้กระทรวง หน่วยงานและ 34 จังหวัดและนครมุ่งมั่นตัดลดโครงการขนาดเล็กที่กระจัดกระจายอย่างเคร่งครัดเพื่อระดมแหล่งพลังทั้งงบประมาณและทรัพยากรให้แก่โครงการสำคัญที่มีผลในวงกว้างต่อการพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาว

ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้ชี้นำให้ผลักดันการดำเนินและค้ำประกันคุณภาพโครงการระดับชาติ โครงการสำคัญด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์และกิจการที่มีผลในวงกว้าง เช่น ระบบรถไฟ ทางหลวง การบิน พลังงาน เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ และโครงการเป้าหมายแห่งชาติ การประเมินผลการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐเป็นรายเดือนเป็นการนำร่องเพื่อมุ่งนำมาใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานให้แก่การจัดสรรเงินลงทุนภาครัฐในปีต่อๆไป โดยในการประชุมคณะกรรมการชี้นำส่วนกลางเกี่ยวกับการปฏิบัติโครงการเป้าหมายแห่งชาติครั้งที่หนึ่งเมื่อเช้าวันที่ 9 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง ได้กล่าวย้ำว่า

“ต้องมีการบูรณาการและประสานโครงการเป้าหมายแห่งชาติทั้ง 4 โครงการ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการพัฒนา โดยเฉพาะในเขตที่ยากจน เขตชนบท เขตเขา และเขตชนกลุ่มน้อย จัดสรรและใช้แหล่งพลังตามวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นในประเด็นหลักเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือกระจายทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้เกิดการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การสูญเสียงบประมาณ หรือการทุจริต มุ่งมั่นให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณส่วนกลางที่ได้รับการจัดสรรในปี 2026 ได้ครบ 100% ซึ่งรวมถึงวงเงิน 17 ล้านล้านด่งของ 3 โครงการในช่วงปี 2021-2025 ที่ขยายระยะเวลาการดำเนินงานมาถึงปี 2026 ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญในการประเมินผลการดำเนินงานของกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นในการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ”

ในด้านการนำเข้าและส่งออก เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการย้ายฐานคำสั่งซื้อในระยะสั้น จะเห็นได้ว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามขาดดุลการค้า เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และอุปกรณ์จำนวนมาก เพื่อรองรับโครงการต่าง ๆ ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ ซึ่งหมายความว่าแรงขับเคลื่อนด้านการผลิตและการส่งออกจะได้รับการกระตุ้นอย่างเต็มที่ในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มความหลากหลายของตลาดส่งออก ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน ใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดส่งออกสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งจากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ได้ลงนาม ตลอดจนเร่งผลักดันการเจรจาและการลงนาม FTA ฉบับใหม่ ในขณะเดียวกัน เร่งพัฒนาตลาดภายในประเทศ ส่งเสริมการรณรงค์ “ชาวเวียดนามให้ความสนใจใช้สินค้าเวียดนาม” จัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการรับมือกับมาตรการป้องกันทางการค้า การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การปฏิบัติตามมาตรฐานสีเขียว และการป้องกันการปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ามยาตุ๊ก ได้กำชับว่า

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือ กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ต้องชี้นำการพัฒนาภาคการผลิตอย่างจริงจัง เพราะนี่คือภาคส่วนที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญในระยะต่อไป หากภาคการผลิตมีความมั่นคง เราจึงจะสามารถขยายการส่งออกได้ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ต้องศึกษาและจัดทำแนวทางส่งเสริมการส่งออกที่พึ่งตนเอง โดยกำหนดทิศทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภาคส่วนเพื่อให้สามารถดำเนินงานด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

ในการประชุมประจำเดือนมิถุนายนของรัฐบาล และการประชุมร่วมระหว่างฐบาลกับท้องถิ่น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม ได้ยืนยันว่า

“การเติบโตทางเศรษฐกิจคือความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ต้องผสานกับความรับผิดชอบส่วนบุคคลของรัฐมนตรี หัวหน้าหน่วยงาน เลขาธิการพรรคสาขา และประธานคณะกรรมการประชาชนระดับท้องถิ่น อีกทั้งส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่กล้าคิด กล้าทำ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเข้มงวดของระเบียบวินัย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่ม การหลีกเลี่ยงและโยนความผิดให้แก่ผู้อื่น”

ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามคำชี้นำของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม รัฐบาลกำลังเร่งแปรหน้าที่ดังกล่าวให้เป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม มีกรอบเวลาชัดเจนทั้งรายเดือนและรายไตรมาส โดยยึดหลักว่า ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยงานต้องชี้นำโดยตรงในภารกิจสำคัญ ภารกิจที่มีความซับซ้อน งานที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และปัญหาที่คั่งค้างมาเป็นเวลานาน ซึ่งหลังการประชุมประจำเดือนมิถุนายนของรัฐบาล และการประชุมรัฐบาลกับท้องถิ่น ผู้นำรัฐบาลได้ลงพื้นที่ในจังหวัดและนครสำคัญหลายแห่ง เพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรค กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ

ปัจจุบัน เวียดนามมีแรงผลักดันสำหรับการพัฒนาอย่างชัดเจน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน กลไกที่เอื้อให้แก่การพัฒนา ตลอดจนความมุ่งมั่นและความปรารถนาของประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งหากทุกภาคส่วนและทุกท้องถิ่นสามารถผลักดันการเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกเพียงเล็กน้อย ก็จะรวมกันเป็นแรงขับเคลื่อนใหญ่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อัตราการเติบโตจีดีพี ของประเทศขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น.