การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้ถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างเวียดนามกับประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนในภูมิภาคเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงการเดินพร้อมของประเทศต่าง ๆ ต่อข้อริเริ่มที่เวียดนามกำลังมีส่วนร่วมต่อกลุ่มอาเซียนอีกด้วย
ในสภาวการณ์ที่ภูมิภาคและโลกมีความผันผวนอย่างซับซ้อน การกระชับไมตรีจิตมิตรภาพ ขยายความร่วมมือทวิภาคีและการส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้กลายเป็นความจำเป็นร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากพื้นฐานแห่งมิตรภาพสู่แรงพลังขับเคลื่อนความร่วมมือใหม่ๆ
การเยือนเวียดนามของผู้นำระดับสูงลาว กัมพูชา ไทยและติมอร์-เลสเต แม้จะมีความหมายที่แตกต่างกัน แต่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์มิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างเวียดนามกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
สำหรับลาว คือความสัมพันธ์มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ ความสามัคคีพิเศษและความร่วมมืออย่างรอบด้านที่ได้รับการธำนุบำรุงโดยผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศในหลายชั่วอายุคน และในระยะใหม่ ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามแปรแนวคิด “ความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์” ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศลาว เหงวียนมิงห์เติม ย้ำว่า
“การเยือนครั้งนี้ยังคงยืนยันถึงจุดยืนที่เสมอต้นเสมอปลายของผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศที่จะธำนุบำรุงความสัมพันธ์เวียดนาม–ลาวให้นับวันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและเกิดประสิทธิผลในทุกด้าน พร้อมทั้งแปรแนวคิด “ความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์” ระหว่างสองประเทศให้เป็นรูปธรรม ในสภาวการณ์ที่โลกและภูมิภาคกำลังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี การเยือนครั้งนี้ได้ส่งสารที่ชัดเจนว่า เวียดนามและลาวจะยังคงเดินเคียงข้างกันต่อไป แบ่งปันผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ สนับสนุนซึ่งกันและกันในการพัฒนาประเทศและประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือความท้าทายร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาก็กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของการพัฒนา โดยมีเนื้อหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น การพบปะและการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการพบปะแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน นายโซ นาโร ทูตพิเศษของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ยืนยันว่า
“การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์มิตรภาพที่มีมาช้านานและเพื่อนบ้านที่ดีงาม ตลอดจนความร่วมมือที่รอบด้านและยั่งยืนในระยะยาวระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย เช่น การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ความปะทะในหลายพื้นที่และวิกฤตพลังงาน ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเวียดนามยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเพื่อร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ บนเส้นทางแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มุ่งสู่การพัฒนาเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ”
ปี 2026 ครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทย โดยในตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษแห่งการพัฒนาความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศได้กลายเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของกันในอาเซียน บนพื้นฐานของแผนปฏิบัติการความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านในช่วงปี 2026–2031 ทั้งสองฝ่ายกำลังมุ่งสู่การขยายความร่วมมือไปสู่สาขาใหม่ ๆ เช่น การเชื่อมโยงด้านคมนาคมและการขนส่ง โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม พลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาแหล่งบุคลากรที่มีคุณภาพสูง
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับติมอร์-เลสเตกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการพัฒนาพร้อมกับกระบวนการผสมผสานเข้ากับอาเซียนของประเทศที่อายุน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ นาย ฝ่ามบิ่งห์ด่าม อุปทูตเวียดนามประจำติมอร์-เลสเตกล่าวว่า ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีปัจจัยที่เอื้อให้แก่การเปลี่ยนความไว้วางใจทางการเมืองมาเป็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน การศึกษาและการฝึกอบรม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
เดินพร้อมกับข้อริเริ่มของเวียดนามเพื่ออนาคตของอาเซียน
ควบคู่กับการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการต่างประเทศในระดับทวิภาคีแล้ว ในกรอบการเยือนเวียดนามครั้งนี้ ผู้นำระดับสูงของประเทศต่าง ๆ ยังได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอยอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเท่านั้น แต่ AFF ยังคงช่วยยืนยันถึงบทบาทการเป็นเวทีแห่งการสนทนาเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกและหุ้นส่วนสามารถหารือกันเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของอาเซียน
การเข้าร่วมฟอรั่ม AFF ของผู้นำประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนต่อข้อริเริ่มที่เวียดนามได้เสนอเมื่อปี 2023 และสะท้อนความไว้วางใจที่นับวันเพิ่มขึ้นของประเทศเหล่านี้ต่อบทบาทในการเชื่อมโยงและส่วนร่วมของเวียดนามในกระบวนการระดับภูมิภาค นายฝ่ามเหวียดหุ่ง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยแสดงความคิดเห็นว่า
“การที่นายกรัฐมนตรีไทยเข้าร่วมการประชุม AFF ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากของประเทศไทยต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีกับเวียดนามและข้อริเริ่มของประเทศต่าง ๆ รวมถึงเวียดนาม เพื่อผลักดันการสนทนาและแสวงหามาตรการแก้ไขร่วมกันของอาเซียน เพื่อรับมือความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบันและสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนให้นับวันมีสามัคคีและเข้มแข็งยิ่งขึ้นในเวลาที่จะถึง”
สำหรับติมอร์-เลสเต การที่นายกรัฐมนตรี ชานานา กุสเมา เข้าร่วมการประชุม AFF ในครั้งนี้ ทันทีหลังจากที่ประเทศได้รับสถานะเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียนอย่างเป็นทางการนั้น มีความหมายเป็นพิเศษ นาย ฝ่ามบิ่งด่าม อุปทูตเวียดนามประจำติมอร์-เลสเตเผยว่า ผู้นำติมอร์-เลสเตได้ยืนยันหลายครั้งว่า เวียดนามเป็นหุ้นส่วนที่น่าไว้วางใจได้และเป็นแบบอย่างแห่งการพัฒนา โดยมีความประสงค์ที่จะขยายความร่วมมือและเรียนรู้ประสบการณ์ในการผสมผสานเข้ากับกระแสภูมิภาคของเวียดนาม การเข้าร่วม AFF ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของติมอร์-เลสเตในการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต่อการหารือเกี่ยวกับอนาคตของอาเซียนตั้งแต่ก้าวแรกๆ ที่เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของอาเซียน
กิจกรรมด้านการต่างประเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านต่อบทบาทที่นับวันเพิ่มขึ้นของเวียดนามในการส่งเสริมการสนทนา เสริมสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคและร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ สร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่พึ่งพาตนเอง มีความคล่องตัวและการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น./.
